วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ภาษี มูลค่าเพิ่ม

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพเป็นปกติธุระ ไม่ว่าจะประกอบกิจการในรูปของบุคคลธรรมดา คณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคลใด ๆ หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินกว่า 1।8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยคำนวณภาษีที่ต้องเสียจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ


ผู้ประกอบการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
1. ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
2. ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย
3. ผู้ประกอบการที่ให้บริการจากต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร
4. ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรและเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ( ฉบับที่ 43) ฯ ลงวันที่ 29 มกราคม พ . ศ . 2536
5। ผู้ประกอบการอื่นตามที่อธิบดีจะประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุอันสมควร


ผู้ประกอบการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย แต่สามารถขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้
1. ผู้ประกอบกิจการ ขายพืชผลทางการเกษตร สัตว์ ไม่ว่ามีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ปุ๋ย ปลาป่น อาหารสัตว์ ยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน ฯลฯ
2. ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายและมีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
3. การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร โดยอากาศยาน
4. การส่งออกของผู้ประกอบการในเขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
5। การให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อในราชอาณาจักร


กำหนดเวลาจดทะเบียน
1. ผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ เว้นแต่กรณีที่ผู้ประกอบการมีแผนงานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้เตรียมการเพื่อประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและมีการดำเนินการเพื่อเตรียมประกอบกิจการอันเป็นเหตุให้ต้องมีการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การก่อสร้างโรงงาน การสร้างอาคารสำนักงานหรือการติดตั้งเครื่องจักร ให้ผู้ประกอบการมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ภายในกำหนด 6 เดือนก่อนวันเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ
2। ผู้ประกอบการที่มีรายรับเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษี-มูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีมูลค่าของฐานภาษี (รายรับ) เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี


หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
1. เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ และออกใบกำกับภาษีเพื่อเป็นหลักฐานในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. จัดทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งได้แก่
(1) รายงานภาษีซื้อ
(2) รายงานภาษีขาย
(3) รายงานสินค้าและวัตถุดิบ
3. ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีตามแบบ ภ.พ.३०


การเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
กรณีมีการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งได้แก่ การเลิกกิจการ การโอนหรือควบกิจการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของการประกอบการ การเปลี่ยนแปลงประเภทสินค้าหรือบริการ การเปลี่ยนแปลงการคำนวณภาษี รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรายการอื่น ๆ เช่น การเปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ การเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ถือหุ้น (ผู้มีอำนาจลงนาม) หรือการหยุดกิจการชั่วคราว (มีกำหนดระยะเวลาภายใน 1 ปี) ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ภายใน 15 วัน นับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น สำหรับกรณีการย้ายสถานประกอบการ, การรับโอนกิจการ, การเพิ่มสาขา จะต้องแจ้งก่อนมีการเปลี่ยนแปลงไม่น้อยกว่า 15 วัน โดยกรอกแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบภ.พ.09 พร้อมเอกสารประกอบการพิจารณา ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้

เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณา
(1) แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.09) จำนวน 4 ฉบับ
(2) ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ฉบับจริงพร้อมภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว
(3) สำเนาแบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเดิม (ภ.พ.01) หรือสำเนาแบบคำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการ(ภ.พ.09) ครั้งสุดท้าย
(4) บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรพร้อมภาพถ่ายบัตรดังกล่าว
(5) หนังสือรับรองของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท (กรณีเป็นนิติบุคคล) พร้อมภาพถ่ายหนังสือดังกล่าว
(6) หนังสือแสดงการเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุล (กรณีเป็นบุคคลธรรมดา) พร้อมภาพถ่ายหนังสือดังกล่าว
(7) บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้านของผู้ประกอบการ หรือกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว
(8) กรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำการแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ 10 บาท บัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ พร้อมภาพถ่ายบัตรดังกล่าว โดยผู้รับมอบอำนาจอำนาจต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป
(9) กรณีหยุดกิจการชั่วคราว ต้องมีหนังสือจากผู้ประกอบการชี้แจงเหตุผลในการหยุดกิจการ พร้อมประทับตรานิติบุคคลและลงนามโดยกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

กิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย
การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

1. การขายสินค้าหรือให้บริการของผู้ประกอบการที่มีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ี
2. การขายพืชผลทางการเกษตรภายในราชอาณาจักร เช่น ข้าว ข้าวโพด ปอ มันสำปะหลัง ผักและผลไม้ เป็นต้น ( คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป .28/2535 ฯ )
3. การขายสัตว์ทั้งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตภายในราชอาณาจักร เช่น โค กระบือ ไก่หรือเนื้อสัตว์ กุ้ง ปลา เป็นต้น (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.29/2535ฯ)
4. การขายปุ๋ย
5. การขายปลาป่น อาหารสัตว์
6. การขายยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ เพื่อบำรุงรักษาป้องกัน ทำลายหรือกำจัดศัตรูหรือโรคของพืชและสัตว์
7. การขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน

** ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการตาม 1. ถึง 7. ดังกล่าว จะเลือกเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้

8. การนำเข้าสินค้าตาม 2. ถึง 7.
9. การให้บริการการศึกษาของสถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
10. การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำหรือทางอากาศ อย่างไรก็ดี หากเป็นการให้บริการขนส่งโดยอากาศยาน และการให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อ ผู้ประกอบการมีสิทธิเลือกเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้
11. การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศทางบกและทางเรือซึ่งมิใช่เรือเดินทะเล
12. การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลทางราชการและเอกชน
13. การให้บริการห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์
14. การให้บริการจัดแข่งขันกีฬาสมัครเล่น
15. การให้บริการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี การว่าความ
16. การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ
17. การให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรม ในสาขาและลักษณะการประกอบกิจการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
18. การให้บริการวิจัย หรือการให้บริการทางวิชาการ ซึ่งต้องมีลักษณะการประกอบกิจการตามที่กรมสรรพากรกำหนด คือ ต้องเป็นการวิจัยหรือบริการทางวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์และสาขาสังคมศาสตร์ แต่ต้องมิใช่เป็นการกระทำในทางธุรกิจ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือมูลนิธิ
19. การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน
20. การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์
21. การให้บริการของราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ไม่รวมถึงบริการที่เป็นการพาณิชย์ของราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นการหารายได้ หรือผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นกิจการสาธารณูปโภคหรือไม่ก็ตาม
22. การขายสินค้าหรือการให้บริการของกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งส่งรายรับทั้งสิ้นให้แก่รัฐโดยไม่หักรายจ่าย
23. การขายสินค้าหรือการให้บริการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น
24. การบริจาคสินค้าให้แก่สถานพยาบาล และสถานศึกษาของทางราชการ หรือให้แก่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล หรือสถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
25. การขายบุหรี่ซิกาแรต ที่ผลิตโดยโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ซึ่งผู้ขายเป็นบุคคลอื่นที่มิใช่โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง
26. การขายสลากกินแบ่งของรัฐบาล สลากออมสินของรัฐบาล และสลากบำรุงสภา-กาชาดไทย
27. การขายแสตมป์ไปรษณีย์ แสตมป์อากร หรือแสตมป์อื่นของรัฐบาล องค์การของรัฐบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เฉพาะที่ยังไม่ได้ใช้ในราคาที่ไม่เกินมูลค่าที่ตราไว้
28। การให้บริการสีข้าว

อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.rd.go.th/

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

กฎหมายปกครอง



กฏหมายปกครอง
วิธีการตอบข้อสอบ
๑. ดูคำบรรยายของเนติบัณฑิตของปีก่อน ๆ
๒. ดูตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฎิบัติราชการปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และความรับผิดทางละเมิดของเจ้า
หน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙
๓. ดูข้อสอบเก่า
๔. การฝึกตอบข้อสอบจากธงคำตอบของเนติบัณฑิตฯ
ขอบเขตกฎหมายปกครอง
- ความหมายคำสั่งทางปกครอง ( ม.๕ ) คือ
(๑). การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่าง
บุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของ
บุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่นการสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การ
รับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ
(๒). การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง
- ความหมายกฎหมายปกครอง
(๑). หน่วยงานของรัฐ
(๒). องค์กรอิสระ
(๓). หน่วยงานอิสระของรัฐ
(๔). หน่วยงานสังกัดหน่วยงานอิสระของรัฐ
เนื้อหาสาระของกฎหมายปกครอง
(๑). การจัดองค์กร
- หลักการ = รวมอำนาจและกระจายอำนาจ เช่น พ.ร.บ.ระเบียบริหารราชการแผ่นดิน
พ.ศ. ๒๕๓๔
(๒). การดำเนินงาน - เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยอยู่ดี กินดี เช่น การออกคำสั่งทางการปก
ครอง , ความรับผิดในการละเมิดของเจ้าหน้าที่ การดำเนินการนั้นมี ๓ อย่าง
๒.๑. นิติกรรมการปกครอง
๒.๒. สัญญาการปกครอง
๒.๓. ละเมิดการปกครอง
(๓). การควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจ
- พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
อำนาจหน้าที่ของฝ่ายปกครอง
๑. อำนาจบริหาร
๒. การใช้อำนาจการปกครอง
นิติกรรมการปกครอง มี ๒ ประเภท
๑. คำสั่งทางปกครอง ( กฎ , คำสั่ง )
- คำสั่งใช้เฉพาะตัวบุคคล
๒. กฎทางการปกครอง
- กฎใช้กับบุคคลทั่วไป
องค์ประกอบนิติกรรมทางการปกครอง
๑. การกระทำโดยเจตนา
๒. นิติกรรมฝ่ายเดียว
๓. นิติกรรมนั้นกระทบสิทธิหน้าที่สถานภาพของบุคคล
๔. การแสดงเจตนาต้องออกสู่ภายนอกองค์กร
หมายเหตุ
- คำสั่งพักราชการ เป็นคำสั่งทางการปกครอง
- ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ไม่เป็นคำสั่งทางการปกครอง
เงื่อนไขความสมบูรณ์ของพฤติกรรมทางปกครอง
กฎหมาย
คำสั่งทางการปกครอง
๑. นิติกรรมทางแพ่ง - ตกลง
๑. กฏหมายให้อำนาจไว้

๒. แบบของนิติกรรม - โมฆะ
๒. ถูกต้องหรือไม่

๓. วัตถุประสงค์ต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและ
๓. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ศีลธรรมอันดีของประชาชน


๔. การแสดงเจตนาต้องไม่ถูกข่มขู่ ฉ้อฉล





















หลักความชอบด้วยกฎหมาย
- นิติกรรมทางการปกครอง กฎหมายให้อำนาจไว้ดังนี้.-
๑. จะต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้ชัดแจ้ง และชัดเจน
๒. ต้องกระทำในขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนด
๓. ต้องดำเนินการที่ถูกต้อง
ดุลยพินิจของกฎหมายปกครอง
- การวินิจฉัยต้องอาศัยพยานหลักฐาน
วิธีพิจารณาการปกครอง มี ๓ อย่าง
๑. ดำเนินการวินิจฉัยการปกครอง - ต้องขึ้นอยู่กับหลักการได้สัดส่วน ( ชั่งน้ำหนักให้สมดุล )
๒. การออกกฎ - ทำประชาพิจารณ์
๓. การตรวจสอบโดยศาล
๓.๑. ศาลปกครองตรวจสอบชั้นต้น ( ทบทวน )
๓.๒. การใช้สิทธิทางศาล
๓.๓. ทบทวนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่าถูกต้องหรือไม่
๓.๔. ศาลจะไม่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายปกครองเสียเอง - ศาลเพิกถอนคำสั่งทางการปกครอง
เท่านั้น
หลักความชอบด้วยกฎหมาย
มีหลักดังนี้
๑. กฎหมายให้อำนาจทำได้
- ฎีกาที่ ๒๓๘๓ / ๒๕๓๖
๒. ขอบเขตของการใช้อำนาจ
๓. วางกระบวนการใช้อำนาจ
- พ.ร.บ.วิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
ข้อยกเว้นหลักความชอบด้วยกฎหมาย
๑. กระทำในฐานะรัฐ
๑.๑. นิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ( ฟ้องศาลปกครองไม่ได้ )
๑.๒. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ( สนธิสัญญาให้รัฐบาลทำ เพิกถอนไม่ได้ )
๒. ภาวะฉุกเฉิน , สงคราม ( ออกคำสั่ง กฎอัยการศึกในขณะนั้น )
นิติกรรมทางการปกครอง
- ฎีกาที่ ๒๒๕๒ / ๒๕๑๘ ( ข้าราชการเล่นแชร์ มติ ครม.ห้าม )
- ฎีกาที่ ๒๕๘๐ / ๒๕๒๗ ( ห้ามจดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวเวียดนาม โดยทำเป็นหนังสือเวียน )
เงื่อนไขความสมบูรณ์ของนิติกรรมทางการปกครอง
- ฎีกาที่ ๑๖๗๗ / ๒๔๙๘ ( ห้ามจอดรถขวางหน้าบ้าน )
- ฎีกาที่ ๑๑๑๐ / ๒๕๑๐ ( ห้ามสุกรมีชีวิตเข้าเขตเทศบาล )
การตรวจสอบดุลยพินิจโดยศาลปกครอง
มี ๓ ประการ
๑. การตรวจสอบโดยใช้ดุลยพินิจจากพยานหลักฐาน
๒. เหตุผล
๓. โดยสุจริต
- ฎีกาที่ ๖๔๖ - ๖๔๗ / ๒๕๔๐
พ.ร.บ.วิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
มาตรา ๕
( ชอบออกข้อสอบด้วยเสมอ )
- กฎกระทรวงที่ ๑๒ / ๒๕๔๓ (ความหมายคำสั่งทางการปกครอง )
มี ๒ ประการ
๑. การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ
๒. ให้
สาระสำคัญของ พ.ร.บ.วิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง
มีดังนี้.-
๑. ตัวการพิจารณาทางการปกครอง ( ม. ๑๒ - ๒๕ , ๗๕ - ๘๔ )
๒. กระบวนการ ขั้นตอน การออกคำสั่งปกครอง ( ม. ๒๖ - ๓๓ )
๓. รูปแบบ ผลของคำสั่งทางการปกครอง ( ม. ๓๔ , ๔๓ )
๔. การอุทธรณ์คำสั่งทางการปกครอง ( ม. ๔๔ - ๔๗ )
๕. การเพิกถอนคำสั่งทางการปกครอง ( ม. ๔๙ - ๕๓ )
๖. การขอให้พิจารณาใหม่ ( ขาดอายุความแล้ว )
๗. การบังคับทางการปกครอง ( ม. ๕๕ - ๖๓ )
๘. ระยะเวลาอายุความ ( ม. ๖๔ - ๖๗ )
๙. การแจ้ง ( ม. ๖๘ - ๗๔ )
การมอบอำนาจทางฝ่ายปกครอง
๑. กฎหมายให้อำนาจไว้ว่ามอบอำนาจได้
๒. ระบุตัวเจ้าหน้าที่ผู้รับมอบอำนาจ
๓. การมอบอำนาจต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด
หมายเหตุ
- เมื่อมอบอำนาจแล้ว ( ต้องกระทำโดยผู้ที่รับมอบอำนาจ )
- มอบอำนาจช่วง ( กระทำไม่ได้ )
สิทธิของคู่กรณีที่มาติดต่อราชการ
๑. สิทธิที่ได้รับการพิจารณาปราศจากอคติ( เป็นกลาง )จากองค์กรของรัฐ ( ม.๑๓ , ๑๔ , ๑๗ )
๒. การแจ้งเรื่องและเหตุให้คู่กรณีทราบ ( ม. ๒๗ , ๓๐ )
- ได้รับคำแนะนำและปรึกษาจากเจ้าหน้าที่
๓. สิทธิที่จะโต้แย้งคัดค้าน ( ม. ๓๐ )
- พิจารณาโดยเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะชน
๔. สิทธิในการเสนอพยานหลักฐาน ( ม. ๓๐ )
( ข้อยกเว้น ม. ๓๐ วรรค ๒ )
๔.๑. กฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้ ( ต้องกระทำภายในเวลาที่กำหนด )
๔.๒. ข้อเท็จจริงที่ได้ให้ไว้ในคำขอ
๔.๓. โดยสภาพเห็นได้ชัดว่าไม่อาจจะกระทำได้
๔.๔. มาตรการบังคับทางการปกครอง
๔.๕. กรณีอื่นที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๙ มีดังนี้.-
๑. บรรจุ แต่งตั้ง พักงาน ให้ออก เลื่อนขั้น
๒. แจ้งผลการสอบ
๓. การวัดผลความรู้ความสามารถ
๔. การไม่ตรวจหนังสือของคนต่างด้าว
๕. การไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในประเทศไทยบางอย่าง
๖. การสั่งเนรเทศให้คนต่างด้าวออกไปจากประเทศไทย
๔.๕. สิทธิในการรับรู้พยานหลักฐาน ( ม. ๓๑ )
โดยเปิดเผย
- พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ฯ ม. ๑๔ , ๑๕
๔.๖. สิทธิได้รับการวินิจฉัยตามพยานหลักฐาน ( ม. ๒๘ , ๒๙ )
๔.๗. สิทธิในการมีทนายความ ( ม. ๒๓ )
๔.๘. สิทธิในการได้รับคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ( ม. ๓๔ , ๓๕ , ๓๖ , ๓๗ )
( ว.๓ ออกสอบ )
- ประกาศสำนักนากรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓ มีดังนี้.-
๑. ปฎิเสธคำสั่งการก่อตั้งสิทธิของคู่กรณี
๒. เพิกถอนสิทธิ
๓. ให้กระทำ ละเว้น และรื้อถอนอาคาร
๔. คำวินิจฉัยอุทธรณ์
๕. การยกเลิกการสอบราคา การประเมินราคา และการประมูลราคา
- ข้อยกเว้น ม. ๓๗ วรรค ๓
๑. ผลตรงตามคำขอ ( ไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ )
๒. เป็นเหตุผลที่รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว
๓. รักษาไว้เป็นความลับตาม ม. ๓๒ ประกอบ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ม. ๑๔
, ๑๕
ขอบเขตของการพิจารณาทบทวน
มี ๔ อย่าง
๑. พิจารณาทบทวนข้อเท็จจริงเฉพาะพยานหลักฐานที่สำคัญ
- ไม่รับฟังข้อเท็จจริงใหม่
๒. พิจารณาทบทวนปัญหาของกฎหมาย
- ศาลปกครองมีอิสระในการนำข้อกฎหมายมาปรับใช้ได้
๓. พิจารณาทบทวนดุลยพินิจ
- อยู่ภายใต้หลักที่ชอบด้วยกฎหมาย
๔. พิจารณาทบทวนข้อวินิจฉัย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
มี ๓ ส่วน
๑. องค์กร
- ศาลปกครอง
๒. บุคคลากร
- ตุลาการ , ธุรการ
๓. วิธีพิจารณา
คู่ความคู่กรณี ตาม ม. ๔๒
มี ๒ อย่าง คือ
๑. ผู้ฟ้อง
๒. ผู้ถูกฟ้อง
อำนาจของศาลปกครอง ตาม ม. ๙
มีดังนี้.-
๑. นิติกรรมปกครอง ( ม. ๕ พ.ร.บ.วิธีปฎิบัติราชการปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ ) มี ๔ อย่าง
๑.๑. ไม่มีอำนาจออกคำสั่ง
๑.๒. นอกเหนืออำนาจ
๑.๓. สั่งไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
๑.๔. ทำไม่ถูกขั้นตอนในทางวิธีการปกครอง
๒. งดเว้นนิติกรรมที่ต้องกระทำ มีดังนี้
๒.๑. มีหน้าที่กระทำการนั้น
๒.๒. งดเว้นกระทำการหรือละเลย
๓. ละเมิดทางการปกครอง
- ตัวอย่าง นายตำรวยจจับผู้ต้องหาหญิงได้ในข้อหาจำหน่ายยาบ้า แล้วเอาผู้ต้อง
ขังหญิงขังอยู่ปนกับผู้ต้องขังชาย และผู้ต้องขังหญิงถูกข่มขืนในห้องขัง ผู้ต้องขังหญิงสามารถเรียกร้อง
เอาค่าสินไหมทดแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเรียกจากนายตำรวจได้หรือไม่ อย่างไร
ตอบ ให้ใช้พ.ร.บ.ความรับผิดในการละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ส.๒๕๓๙ มาใช้บัง
คับซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งผู้ต้องขังหญิงสามารถเรียกค่าเสียหายจากนาย
ตำรวจได้ตาม ม.๘ วรรค ๑ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องรับผิดเช่นเดียวกันกับนายตำรวจเพราะว่า
สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่จัดให้มีห้องขังหญิงให้ครบถ้วน จึงต้องเฉลี่ยความรับผิดร่วมกับนายตำรวจ
ตาม ม. ๘ วรรค ๓ แลพ ม. ๑๒ , ๕๗ วรรค ๑
๔. สัญญาทางการปกครอง ( ม. ๓ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งซาลปกครองฯ )
๕. คดีที่กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐฟ้องเอกชน
๖. กฎหมายเฉพาะให้ชั้นศาลปกครอง
- มีข้อยกเว้นดังนี้.-
๖.๑. คดีวินัยทหาร
๖.๒. การดำเนินการของคณะตุลาการศาลยุติธรรม
๖.๓. คดีชำนาญพิเศษ เช่นศาลเด็ก , ศาลภาษีอากร , ศาลคดีล้มละลาย ฯลฯ
เขตอำนาจศาลปกครอง
( ม. ๔๗ วรรคแรก พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง )
๑. ให้ฟ้องต่อศาลที่ผู้ฟ้องมีภูมิลำเนา ( คล้ายกับศาลยุติธรรม )
๒. การฟ้องตรงศาลปกครองสูงสุด ( ม. ๑๑ )
๒.๑. คดีที่พิจารณาคำวินิจฉัยที่กำหนดไว้
๒.๒. คดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายที่ รมต.ออกไว้ เช่น กฎ ( ม.๑๑)
๒.๓. คดีที่กฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุด
๓. ค่าธรรมเนียมศาลทางละเมิดทางการปกครอง
- เสียร้อยละ ๒๕ ของทุนทรัพย์
ระยะเวลาการฟ้องคดี หรือ อายุความ
๑. นิติกรรมปกครอง
- มีอายุความ ๙๐ วัน ( ม. ๙ (๑) , (๒) )
๒. ละเมิดทางการปกครอง
- มีอายุความ ๑ ปี - ๑๐ ปี นับแต่วันที่รู้เรื่องละเมิดหรือตั้งแต่วันกระทำละเมิด
( ม. ๙ (๓) )
ขั้นตอนการพิจารณาของศาลปกครอง
๑. ศาลปกครองชั้นต้น
- มีองค์คณะ จำนวน ๓ คน
๒. ศาลปกครองสูงสุด
- มีองค์คณะ จำนวน ๕ คน
๓. ตุลาการเจ้าของสำนวน รวบรวม เตรียม เสนอ ชี้แจง ตรวจหลักฐาน
- เจ้าของสำนวนทำความเห็น โดยอาศัยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ข้อพิพาท
( ร่างคำพิพากษา )
๔. เสนอพยานและความเห็น องค์คณะ อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ผู้แถลงคดีทำความ
เห็นพิพากษาคดีอีก ๑ ครั้ง ( เป็นระบบไต่สวน )
ข้อสอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีการปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
๑. ม. ๓ หน่วยงานของรัฐ
๑.๑. กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ม. ๙ (๑)
๑.๒. ละเลยปฎิบัติหน้าที่ ม. ๙ (๒)
๑.๓. การกระทำละเมิด ม. ๙ (๑) , (๓)
๑.๔. สัญญาการปกครอง ม. ๙ (๔) ประกอบ ม. ๓
๒. ม. ๔๒ วรรคแรก ผู้เสียหาย
๓. ม. ๔๒ วรรค ๒
๔. ม. ๔๕ ประกอบ ม.๓ คำฟ้อง
๕. ม.๔๙ , ๕๑ ระยะเวลาฟ้องคดี ( อายุความ )
๖. ม. ๕๒ ข้อยกเว้นการฟ้องคดี
๗. ม. ๗๒ คำบังคับ
ข้อสอบ พ.ร.บ.วิธีปฎิบัติราชการทางการปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
๑. อะไรคือฝ่ายปกครอง
๒. อะไรคือนิติกรรมทางการปกครอง
๒.๑. คำสั่ง
๒.๒. กฎ
๓. องค์ประกอบนิติกรรมทางการปกครอง มี ๔ ประการ
๓.๑. เจตนา
๓.๒. นิติกรรมฝ่ายเดียว
๓.๓. กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคล
๓.๔. ออกสู่ภายนอกองค์กร เช่น ขั้นตระเตรียม ( ไม่ครบองค์ประกอบ )
๔. เงื่อนไขความสมบูรณ์ของนิติกรรมทางการปกครอง
๔.๑. ความสามารถของเจ้าหน้าที่
๔.๒. แบบของนิติกรรม
๔.๓. วัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ
๔.๔. การแสดงเจตนาต้องไม่ถูกข่มขู่ หลอกลวง หรือสำคัญผิด
๕. หลักความชอบด้วยกฎหมาย ( ออกข้อสอบอยู่เสมอ )
๕.๑. มีกฎหมายให้อำนาจไว้ชัดแจ้ง ชัดเจน และแน่นอน
๕.๒. ต้องกระทำภายในขอบอำนาจที่กฎหมายกำหนด
๕.๓. ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดทางการปกครอง
- ข้อยกเว้นของหลักความชอบด้วยกฎหมาย
๑. กระทำในฐานะรัฐ
๑.๑. นิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร
๑.๒. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
๑.๓. ภาวะชดเชยของสงคราม
- หนังสือเวียน ไม่ใช่กฎหมาย

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เจตนา

มาตรา 59

บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำความโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา
กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น
ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้
กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัย และพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย





ต้องโทษผู้อ่านทุกๆท่านนะครับ

ต้องกราบขออภัยอย่างสูงที่ไม่ได้อัพเดทเลยเพราะว่าจำรหัสเข้าไม่ได้อะครับ

หลังจากนี้จะพยายามมาอัพเนื้อหาเรื่อยๆนะครับ

มีอะไรสงสัยโพสตืถามไว้ได้เลยนะครับพี่ๆน้องๆ

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

สรุปย่อตัวบท กม.อาญา

เสรีภาพ

ข่มขืนใจ ( ชีวิต / ร่างกาย / เสรีภาพ / ทรัพย์สิน ) = ตนเอง / ผู้อื่น กระทำการ / ไม่กระทำการ / จำยอม
ใช้กำลังประทุษร้าย
ว.2 = อาวุธ / 5 คนขึ้น / ทำ, ถอน, ทำลาย / เสียหาย / ทำลาย = เอกสารสิทธิ
ว.3 = อั้งยี่ / ซ่องโจร ( มีหรือไม่ )

หน่วงเหนี่ยว / กักขัง ( ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย )
ว.2 = ตาย / สาหัส ( ม.290 / 297 / 298 )

หน่วงเหนี่ยว / กักขัง = ปราศจากเสรีภาพ + เพื่อให้ผู้อื่นกระทำการใด

ประมาท หน่วงเหนี่ยว / กักขัง ( ปราศจากเสรีภาพ )
ว.2 = ตาย / สาหัส ( ม. 291 / 300 ) 1. เด็กไม่เกิน 15 ( เพิ่มโทษ )
2.บาดเจ็บ / สาหัส / ตาย
เอาคนลงทาส / นำเข้า-ส่งออกนอกราช / ซื้อ ขาย จำหน่าย รับ หน่วงเหนี่ยว บุคคลใด

ทุจริตรับไว้ / จำหน่าย / ธุระจัดหา / ล่อพาไป = เกิน 15 แต่ไม่เกิน 18 พราก
ว.2 = ไม่เกิน 15
ปราศจากเหตุสมควร ไม่เกิน 15 ไปจากพ่อแม่ / ผู้ปกครอง
***ค่าไถ่*** พราก กว่า 15 ไม่เกิน 18 ( ไม่เต็มใจไปด้วย )

ให้ได้ค่าไถ่ 1. ไม่เกิน 15
2. กว่า 15 ( อุบาย / ขู่เข๊ญ / กำลัง / อำนาจ / ข่มขืนใจ ) ว.2 = ทุจริต / ซื้อ / จำหน่าย
3. หน่วงเหนี่ยว / กักขัง ว.3 = กำไร / อนาจาร
ว.2 = สาหัส / ทรมาน / ทารุณ
ว.3 = ตาย พราก = กว่า 15 ไม่เกิน 18 ( กำไร / อนาจาร )
( เต็มใจไปด้วย )
*** สนับสนุน = ตัวการ ***
อุบาย / ขู่ / กำลัง / อำนาจ = พา / ส่งคนออกนอกราช
คนกลางเรียก / รับ จาก 1. ผู้เรียกค่าไถ่ ( ม.313 ) ว.2 = พาไปเพื่อให้ตกอยู่ในอำนาจของผู้อื่น
2. ผู้ให้ค่าไถ่

ผู้ทำผิด ให้เสรีภาพก่อนศาลชั้นต้นพิพาษา + ไม่สาหัส ( ใกล้อันตรายชีวิต ) = น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง


*****ม. 309 / 310 / 311 วรรคแรก = ยอมความได้*****


หมิ่นประมาท

ใส่ความ ผู้อื่น ต่อบุคคลที่ 3 ผู้อื่น = เสียชื่อเสียง / ถูกดูหมิ่น / ถูกเกลียดชัง หมิ่นประมาท
ใส่ความ ผู้ตาย ต่อบุคคลที่ 3 บิดา / มารดา / คู่สมรส / บุตร ผู้ตาย = เสียชื่อเสียง / ถูกดูหมิ่น / ถูกเกลียดชัง


หมิ่นประมาทโดย โฆษณา = เอกสาร / ภาพวาด / ภาพระบายสี / ภาพยนตร์ / ตัวอักษร / สิ่งบันทึกเสียง / บันทึกภาพ
กระจายเสียง / กระจายภาพ / ป่าวประกาศ

แสดงความเห็น / ข้อความโดยสุจริต 1. ป้องกันตน / ส่วนได้เสีย ( ชอบธรรม + คลองธรรม )
2. เจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่มีความผิด
3. ติชมความเป็นธรรม ( วิสัยประชาชนย่อมกระทำ )
4. แจ้งข่าวความเป็นธรรมเรื่องในศาล / การประชุม

กรณีผู้ทำผิดหมิ่นประมาท พิสูจน์ว่าจริง = ไม่ต้องรับโทษ เว้นแต่ ส่วนตัว + ไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน

คู่ความ / ทนายความ แสดงความคิดเห็น / ข้อความ ในการพิจารณาคดีในศาล ( *** เพื่อประโยชน์คดีของตน *** )

คดีหมิ่นประมาท ศาลอาจสั่ง 1. ยึด / ทำลาย = วัตถุ / ส่วนวัตถุ ที่หมิ่นประมาท
2. โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ ฉบับเดียว / หลายฉบับ ( จำเลยชำระ )

******************* หมวดนี้ยอมความได้ ***********************

ผสห. ตายก่อนร้องทุกข์ พ่อ / แม่ / คู่สมรส / บุตร ของผู้เสียหายร้องทุกข็ได้ + ถือเป็นผู้เสียหาย












ลัก / วิ่งราว

เอาทรัพย์ ผู้อื่น / ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวม ( ทุจริต )
ลักทรัพย์ 1. กลางคืน
2. เพลิงไหม้ / ระเบิด / อุทกภัย / อุบัติเหตุ รถไฟ / ยานพาหนะ = โอกาสที่ประชาชนตื่นกลัว
3. สิ่งกีดกั้น / ผ่านสิ่งเช่นว่านั้น
4. เข้าทางช่องทางโดยไม่ให้คนเข้า
5. แปลงตัว / ปลอมตัว = ผู้อื่น / มอมหน้า (ไม่ให้เห็น / จำหน้าได้)
6. ลวงเป็น จพง.
7. อาวุธ / 2 คนขึ้นไป
8. ในเคหสถาน / สถานที่ราชการ / สถานที่ที่เข้าไปไม่ได้รับโดยไม่ได้รับอนุญาต / ซ่อนตัวอยู่
9. บูชา / รถไฟ / ท่าอากาศยาน / ที่จอดรถ / เรือ / สาธารณสถานสำหรับขนถ่ายสินค้า / ยวดยานสาธารณะ
10. ที่ใช้ / มีไว้ เพื่อสาธารณะประโยชน์
11. ของนายจ้าง / ความครอบครองนายจ้าง
12. กสิกรรม / สัตว์กสิกรรม

ว.2 = 2 อนุมาตราขึ้นไป
ว.3 = โค / กระบือ / เครื่องกล / เครื่องจักร (อาชีพกสิกรรม)
ว.4 = ทำเพราะยากจน + ทรัพย์ราคาน้อย = ลงโทษใน ม. 334 ได้

*** พระพุทธรูป / ที่สักการบูชา / สมบัติของชาติ (หรือส่วนหนึ่งส่วนใด) ***
*** ว.2 สำนักสงฆ์ / โบราณสถาน / ทรัพย์สินของแผ่นดิน ***


ลักทรัพย์โดย ฉกฉวยเอาซึ่งหน้า วิ่งราวทรัพย์
ว.2 = อันตรายกาย / ใจ
ว.3 = สาหัส
ว.4 = ตาย


ถ้าทำทั้งหมดที่ผ่านมาโดย แต่งเครื่องแบบทหาร / ตำรวจ ( เข้าใจว่า )
มี / ใช้ = ปืน / ระเบิด ระวางโทษหนักกว่ามาตรานั้น กึ่งหนึ่ง
ยานพาหนะ = สะดวกแก่การพาไป / พ้นจับกุม









กรรโชก / รีด / ชิง /ปล้น

ข่มขืนใจผู้อื่น ให้ / ยอมให้ ปย. ลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน ใช้กำลัง / ขู่ว่าจะทำอันตราย ชีวิต / ร่างกาย / เสรีภาพ / ทรัพย์สิน
( กรรโชก )


ผู้ถูกขู่เข็ญ บุคคลที่ 3


จนยอม
กรรโชกโดย ขู่ฆ่า / ขู่ทำร้ายร่างกาย / เพลิงไหม้ / มีอาวุธมาขู่

ขู่เปิดเผยความลับ ( เปิดเผยแล้ว = ผู้ถูกขู่เข็ญ / บุคคลที่ 3 เสียหาย ) *** ยอมทำตาม ***
( รีดเอาทรัพย์ )

ลักทรัพย์ โดยใช้กำลัง / ขู่จะใช้ เพื่อ สะดวกแก่การลัก / พา ทรัพย์ไป
( ชิงทรัพย์ ) ยื่นให้
ยึดถือ
ปกปิดการทำผิด
พ้นการจับกุม

ว.2 = อนุมาตราใน ม. 335 / โค / กระบือ / เครื่องกล / เครื่องจักร ( กสิกรรม )
ว.3 = อันตรายกาย / ใจ
ว.4 = สาหัส
ว.5 = ตาย

ชิงทรัพย์ม.335 ทวิ วรรคแรก ( ต่อทรัพย์ ) ปล้นทรัพย์ ม. 335 ทวิ วรรคแรก ( ต่อทรัพย์ )
ชิงทรัพย์ม.335 ทวิ วรรคสอง ( ต่อสถานที่ ) ปล้นทรัพย์ ม. 335 ทวิ วรรคสอง ( ต่อสถานที่ )
ว.3 = คนใดมีอาวุธติดตัว
ว.3 = อันตรายกาย / ใจ ว.4 = สาหัส
ว.4 = สาหัส ว.5 = ทารุณ / ทรมาน / ปืนยิง / ระเบิด
ว.5 = ตาย ว.6 = ตาย
( ผู้อื่น )


ชิงทรัพย์ 3 คนขึ้นไป ( ปล้นทรัพย์ ) ชิง – ปล้น (ที่ผ่านมา) = แต่งกายเครื่องแบบ / เข้าใจว่า = ทหาร / ตำรวจ
ว.2 = คนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย มี , ใช้อาวุธปืน / ระเบิด
ว.3 = สาหัส ยานพาหนะ = เพื่อทำผิด / พาทรัพย์ไป / พ้นการจับกุม
ว.4 = ทารุณ / ทรมาน / ปืนยิง / ระเบิด
ว.5 = ตาย



ฉ้อโกง
ผู้ถูกหลอกลวง
โดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่น ( แสดงข้อความอันเป็นเท็จ ) ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจาก
( ฉ้อโกง ) ปกปิดความจริง ( ควรบอก ) ทำ / ถอน / ทำลาย
( เอกสารสิทธิ ) บุคคลที่ 3

ฉ้อโกง 1. แสดงตนเป็นคนอื่น
2. อาศัยความเบาปัญญา / ความอ่อนแอ = เด็ก / ผู้ถูกหลอกลวง

ฉ้อโกง แสดงข้อความเท็จ / ปกปิดความจริง = ประชาชน
ว.2 = ทำในอนุข้างบนด้วย

โดยทุจริต หลอกลวง 10 คน UP ให้ทำงาน = โดยไม่ใช้ค่าแรงค่าจ้าง / ใช้ต่ำกว่าที่ตกลง

สั่งซื้อ + บริโภค ในโรงแรม รู้ว่าตนไม่มีเงินจ่าย

เพื่อเอาทรัพย์เป็นของตน / คนที่ 3 = ชักจูงให้ขายโดยเสียเปรียบ ( จิตอ่อนแอ / เบาปัญญา / ไม่สามารถเข้าใจการกระทำของตน = จำหน่ายทรัพย์
( หลอกให้ขาย )

เพื่อให้ตน / คนอื่น ได้รับประโยชน์จากการประกันวินาศภัย ( แกล้งให้เสียหายกับทรัพย์ที่เอาประกัน )

********** ยอมความได้ นอกจาก ฉ้อโกงประชาชน ยอมไม่ได้ *************

โกงเจ้าหนี้

เอาไปเสีย / ทำให้เสียหาย / ทำลาย / ทำให้เสื่อมค่า / ไร้ปย. ทรัพย์ที่จำนำไว้ ( เพื่อให้เสียหายแก่ผู้รับจำนำ )

มิให้เจ้าหนี้ ตน / ผู้อื่น = รับชำระหนี้ทั้งหมด / บางส่วน ( ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล ) ย้าย / ซ่อน / โอนไปแก่ผู้อื่น / แกล้งเป็นหนี้

**** หมวดนี้ยอมความได้ ***


รับของโจร

ช่วยซ่อนเร้น / ช่วยจำหน่าย / ช่วยพาเอาไป / ซื้อ / รับจำนำ / รับไว้ ทรัพย์อันได้มาโดยการทำผิด
( ลัก / วิ่ง / ชิง / ปล้น / กรร / ฉ้อ / ยัก / รีด / จพง.ยักยอกทรัพย์ )

ว.2 = รับของโจรทำเพื่อ การค้า / กำไร / ทรัพย์ตามมาตรา 335 (10) / ชิง / ปล้น

ว.3 = รับของโจร ลักทรัพย์มาตรา 335 ทวิ / ชิงทรัพย์มาตรา 339 ทวิ / ปล้นทรัพย์มาตรา 340 ทวิ


ยักยอก

ครอบครองทรัพย์ = ผู้อื่น / ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวม เบียดบังเอาเป็นของ ตน / บุคคลที่ 3 ( โดยทุจริต )
มาอยู่ในความครอบครองของผู้ทำผิด ผู้อื่นส่งมอบโดยสำคัญผิด / เก็บได้ ( ทรัพย์สินหาย ) = โดนกึ่งหนึ่ง

ได้รับมอบหมายจัดการทรัพย์ผู้อื่น / เจ้าของรวม กระทำผิดหน้าที่ ( โดยทุจริต ) ทรัพย์เสียหาย

2 ความผิดข้างบน ผู้ทำผิดเป็น ผู้จัดการทรัพย์สินตามคำสั่งศาล / ตามพินัยกรรม / ผู้มีอาชีพธุรกิจ ( ไว้วางใจของประชาชน )

เก็บสังหาริมทรัพย์อันมีค่า ( ซ่อน / ฝัง ) ไม่มีผู้ใดอ้างเป็นเจ้าของ เบียดบัง ( ตน / ผู้อื่น )

**** หมวดนี้ยอมความได้ ***

เสียทรัพย์

ทำให้เสียหาย / ทำลาย / เสื่อมค่า / ไร้ประโยชน์ ทรัพย์ ( ผู้อื่น / เจ้าของรวม )

ทำให้เสียทรัพย์ดังนี้ 1. เครื่องกล / เครื่องจักร ( ประกอบกสิกรรม )
2. ปศุสัตว์
3. ยานพาหนะที่ใช้ขนส่งสาธารณะ / ประกอบกสิกรรม / อุตสาหกรรม
4. พืชผลเกษตรกร

ทำให้เสียหาย / ทำลาย / เสื่อมค่า / ไร้ประโยชน์ ทรัพย์ที่ใช้ / มีไว้ เพื่อสาธารณประโยชน์
ทำให้เสียหาย / ทำลาย / เสื่อมค่า / ไร้ประโยชน์ ทรัพย์มาตรา 335 ทวิ ว. 1 / 2

**** 2 ความผิดแรกยอมความได้ *****

บุกรุก

เข้าไปในอสัง ( ถือการครอบครอง ) ผู้อื่น รบกวนการครอบครองโดยปกติสุข
เพื่อเอาอสังหาเป็นของ ตน / คนที่ 3 ยักย้าย / ทำลาย เครื่องหมายเขต
ไม่มีเหตุสมควร เข้าไป / ซ่อนตัว / ไม่ยอมออก (เมื่อผู้มีสิทธิไล่) = ในเคหสถาน / อาคารเก็บทรัพย์ สำนักงาน(ความครอบครองผู้อื่น)

บุกรุก โดย 1. ใช้กำลัง / ขู่จะใช้
2. มีอาวุธ / ร่วมกัน 2 คนขึ้นไป
3. กลางคืน

**** 3 ความผิดข้างบนยอมความได้ เว้นเหตุฉกกรรจ์ ****


ลหุโทษ

ทราบคำสั่งจพง. ( สั่งตามกฎหมาย ) แล้วไม่ทำตาม ไม่มีเหตุผลอันควร
ว.2 = คำสั่งช่วยทำกิจการในหน้าที่ของ จพง.

ส่งเสียง / เกิดเสียง อื้ออึง ประชาชนเดือดร้อน / ตกใจ

พาอาวุธไปในเมือง /ทางสาธารณะ ( ไม่มีเหตุอันควร ) / ชุมชนจัดเพื่อมนัสการ / การรื่นเริง

ทะเลาะอื้ออึง / ทำให้เสียความสงบ ( สาธารณะ / สาธารณสถาน )

เห็นผู้อื่นภยันตรายถึงชีวิต ช่วยได้โดยไม่กลัว แต่ ไม่ช่วย

ยิงปืนในเมือง / ชุมชน ( โดยใช่เหตุ )

กระทำการขายหน้า เปลือย / โชว์ ร่างกาย ( ธารกำนัล )

ประมาท อันตรายแก่กาย / ใจ

ใช้กำลังทำร้าย ไม่ถึงกับเป็นเหตุอันตรายแก่กาย / ใจ

ก่อให้คนอื่น กลัว / ตกใจ โดยการขู่เข็ญ

ดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า / โฆษณา

ทารุณเด็กไม่เกิน 15 / คนป่วย / คนชรา ( พึ่งพาผู้นั้นในการดำรงชีพ )

















ความรับผิดในทางอาญา

หลัก ต้องรับผิดต่อเมื่อ เจตนา
เว้น ประมาท ( กรณีกม. บัญญัติให้รับผิดแม้ทำโดยประมาท ) / กม. บัญญัติชัดแจ้งให้รับผิดแม้ไม่เจตนา
ว.2 = การทำโดยเจตนา รู้สำนึก + ประสงค์ต่อผล / เล็งเห็นผล
ว.3 = ไม่รู้ข้อทจ. ( อปก ) จะถือว่าประสงค์ / เล็ง = ไม่ได้
ว.4 = ประมาท มิใช่เจตนา + ปราศจากความระมัดระวัง ( วิสัย + พฤติการณ์ ) + ใช้ได้แต่หาใช้เพียงพอไม่
การกระทำ รวม งดเว้นเพื่อป้องกันผลด้วย

เจตนาต่อคนหนึ่ง อีกคนหนึ่ง ( ถือว่าเจตนาด้วย ) แต่ ห้ามนำกฎหมายมาลงโทษให้หนักขึ้นเพราะฐานะ / ความสัมพันธ์ (คนทำ / ผู้โดน)
( พลาด )

เจตนาต่อคนหนึ่ง อีกคนนึง เอามาเป็นข้อแก้ตัวว่าไม่เจตนาไม่ได้
( สำคัญผิด )


ถ้าข้อทจ. มีจริง ไม่เป็นความผิด / ไม่ต้องรับโทษ / รับโทษน้อยลง ผู้ทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง ผู้ทำ = ไม่มีความผิด / ยกเว้นโทษ / รับน้อยลง

ว.2 = ถ้าไม่รู้ข้อทจ. มาตรา 59 วรรค 3 / สำคัญผิด ม.62 ( ข้างบน ) รับผิดฐานประมาท ( กม.บัญญัติรับโทษแม้ประมาท )
( ประมาท )

ว.3 =จะรับโทษหนักขึ้นโดยข้อทจ. ใด ต้องรู้ข้อเท็จจริงนั้น

ผลการกระทำทำให้รับโทษหนักขึ้น ผลตามธรรมดาที่เกิดขึ้นได้

แก้ตัวว่าไม่รู้กม.ไม่ได้ แต่ ศาลเห็นว่าอาจไม่รู้ = แสดงพยาน + ศาลเชื่อลงน้อยกว่าที่กม. กำหนดได้ ( เพียงใดก็ได้ )

ทำผิดขณะที่ ไม่สามารถรู้ผิดชอบ / ไม่สามารถบังคับตนเอง ( จิตบกพร่อง / โรคจิต / จิตฟั่นเฟือน ) = ไม่ต้องรับผิด
สามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง / บังคับตนเองได้บ้าง = รับโทษ ( ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายหำหนด )

หลัก เมา = ยกแก้ตัวไม่ได้ ( ม.65 )
เว้น ไม่รู้ว่าทำให้เมา / ถูกขืนใจให้เสพ + กระทำขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ / ไม่สามารถบังคับตนเอง = ยกเว้นโทษ
แต่ถ้า สามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง / บังคับตนเองได้บ้าง = รับโทษ ( ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายหำหนด )

ทำตามคำสั่ง จพง. ( คำสั่งมิชอบ ) หลัก ไม่ต้องรับโทษ ( เชื่อโดยสุจริต )
เว้น รู้ว่าคำสั่งไม่ชอบ



จำเป็น / ป้องปัน / บันดาลโทสะ


กระทำด้วยความจำเป็น 1. ที่บังคับ / อำนาจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
2. เพื่อให้ตนเอง / ผู้อื่น = พ้นภยันตราย ใกล้จะถึง + ไม่สามารถหลีกได้ + ตนมิได้ก่อขึ้น
***ไม่เกินสมควร = ไม่ต้องรับโทษ ***

ทำเพื่อป้องกันสิทธิ ตน / ผู้อื่น จากภยันตราย ประทุษร้ายอันละเมิดกฎหมาย + ใกล้จะถึง
*** พอสมควรแก่เหตุ = ไม่มีความผิด ***

กรณีจำเป็น / ป้องกัน = เกินสมควรแก่เหตุ / เกินกรณีแห่งความจำเป็น / เกินป้องกัน หลัก ลงโทษน้อยกว่าที่กม.กำหนดเพียงใดก็ได้
เว้น ตื่นเต้น / ตกใจ / กลัว = ไม่ลงโทษก็ได้

บันดาลโทสะ ทำไปขณะนั้น ( ข่มเหงร้ายแรงโดยไม่เป็นธรรม ) ลงโทษน้อยกว่าที่กม.กำหนดเพียงใดก็ได้


ความผิด ม.334 – 336 วรรคแรก / 341 – 364 สามีทำต่อภรรยา / ภรรยาทำต่อสามี = ไม่ต้องรับโทษ
บุพการีทำต่อผู้สืบสันดาน / ผู้สืบสันดานทำต่อบุพการี / พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
( กม. บอกยอมความไม่ได้ = ก็ยอมความได้ + ลงโทษน้อยกว่าที่กม.กำหนดเพียงใดก็ได้ )


ไม่เกิน 7 ปีทำผิด ไม่ต้องรับโทษ
เกิน 7 ไม่เกิน 14 ไม่ต้องรับโทษ แต่ 1. ว่ากล่าว + ปล่อยตัวไป ( เรียกพ่อแม่มาตักเตือนด้วยได้ )
2. มอบตัวให้พ่อแม่ + วางข้อกำหนดให้คุมดีๆ ( ไม่เกิน 3 ปี )+กำหนดเงินกรณีเด็กก่อเหตุ(1000)
( เด็กอยู่กับคนอื่น ก็เรียกที่อยู่ด้วยมา ถามว่ายอมรับข้อกำหนดไหม ยอม = มอบตัวเด็กไป )
3. - 5. ( ดูเอง )

กว่า 14 ไม่เกิน 17 ทำผิด ศาลพิจารณาความรู้ผิดชอบ + สิ่งอื่นๆ ไม่สมควร = ก็มาตราข้างบน
สมควร = ก็ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง

กว่า 17 ไม่เกิน 20 สมควรลงโทษ = ลดลง 1 ใน 3 / กึ่งหนึ่ง

มีเหตุบรรเทาโทษ ( เพิ่ม / ลด ) = ลดไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษ
เหตุบรรเทาโทษ = โฉดเขลาเบาปัญญา / ความทุกข์สาหัส / มีคุณความดีมาก่อน / พยายามบรรเทาผลร้าย / ลุแก่โทษ / ให้ความรู้แก่ศาล
( ประโยชน์ในการพิจารณา )

คดีโทษปรับอย่างเดียว = ผู้ต้องหานำมาจ่ายในอัตราอย่างสูงก่อนเริ่มต้นสืบพยาน = คดีระงับไป

การพยายามกระทำความผิด

ลงมือทำแต่ทำไปไม่ตลอด / ทำตลอดแต่ไม่บรรลุผล พยายามทำความผิด ( 2 ใน 3 ส่วน ของโทษที่กฎหมายกำหนดสำหรับความผิด )

ทำมุ่งเป็นความผิด ไม่สามรถบรรลุผลแน่แท้ = ปัจจัย / วัตถุ ( พยายาม ลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่ง )
เชื่องมงาย = ศาลไม่ลงโทษก็ได้

พยายามทำผิด กลับใจแก้ไข / ยับยั้ง = ไม่ต้องรับโทษ ( แต่ที่ทำไปแล้วก็ต้องรับผิด )

ตัวการและผู้สนับสนุน

ทำผิด 2 คนขึ้นไป ตัวการ ( ระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนด )

ก่อให้ผู้อื่นทำผิด = ใช้ / บังคับ / ขู่ / จ้าง / ยุยงส่งเสริม ผู้ใช้
ผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิด ผู้ใช้ เสมือน ตัวการ ( รับผิด )
ผู้ถูกใช้ยังไม่ได้ทำความผิด ( ไม่ยอมทำ / ยังไม่ได้ทำ / เหตุอื่น ) ผู้ใช้ 1 ใน 3 ของโทษ

โฆษณา / ประกาศ แก่คนทั่วไปให้กระทำผิด + โทษไม่ต่ำกว่า 6 เดือน กึ่งหนึ่ง
ถ้ามีการทำความผิดตามวรรคแรก ตัวการ

ช่วยเหลือ / ให้ความสะดวก ก่อน / ขณะ ทำผิด ( แม้ไม่รู้ถึงการช่วยเหลือ ) ผู้สนับสนุน ( 2 ใน 3 )

มีการทำผิดเพราะมี ผู้ใช้ / ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุน = ถ้าความผิดที่เกิดเกินขอบเขต / เกินเจตนา


ผู้สนับสนุน / ผู้ใช้ / ผู้โฆษณา = รับผิดเท่าที่มีในขอบเขต แต่ พฤติการณ์เล็งเห็นอาจเกิดได้ รับผิดตามที่เกิด

ผู้ถูกใช้ / ผู้ทำตามคำโฆษณา / ตัวการ = รับผิดสูงขึ้นเพราะอาศัยผลที่กระทำความผิด ผู้ใช้ / ผู้โฆษณา / ผู้สนับสนุน = รับผิด

แต่ ถ้าลักษณะความผิด ( สูงนั้น ) จะรับผิดสูงเมื่อผู้กระทำรู้ / อาจเล็งเห็นว่าจะเกิดผล

ผู้ใช้ / ผู้โฆษณา / ผู้สนับสนุน = รับผิดสูงขึ้นเมื่อตนได้รู้ / อางเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดผล


ความผิดที่ใช้ / สนับสนุน / โฆษณา ทำถึงขั้นลงมือ ผู้ใช้ / โฆษณา / สนับสนุน = เข้าขัดขวาง ( ทำไม่ตลอด / ไม่บรรลุผล )

รับผิดในมาตรา 84 ว.2 / มาตรา 85 ว. แรก / ผู้สนับสนุนไม่ต้องรับโทษ
ยกเว้นโทษ / ลดโทษ / เพิ่มโทษ มีเหตุส่วนตัว = ใช้กับคนอื่นด้วยไม่ได้
มีเหตุลักษณะคดี = เอาไปใช้กับผู้ทำผิดได้ทุกคน



หลายบท / หลายกระทง


กระทำกรรมเดียว + ผิดกฎหมายหลายบท บทที่หนักที่สุดมาลงโทษ

กระทำหลายกรรมต่างกัน ศาลลงโทษทุกกรรมเป็นกระทง = เพิ่ม / ลด / ลดมาตราส่วนต้องไม่เกินดังนี้



1. 10 ปี ความผิดกระทงหนักที่สุดมีอัตราไม่เกิน 3 ปี
2. 20 ปี ความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษเกิน 3 ปี ไม่เกิน 10 ปี
3. 50 ปี ความผิดกระทงหนักที่สุดเกิน 10 ปีขึ้นไป
เว้น ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต


การกระทำความผิดอีก

ต้องคำพิพากษาให้จำคุก + กระทำความผิดในระหว่างที่รับโทษอยู่ / ภายใน 5 ปีนับแต่พ้นโทษ = ศาลจะพิพากษาครั้งหลังถึงจำคุก
( เพิ่มโทษ 1 ใน 3 ของโทษครั้งหลัง )

**** ม. 93 / ม.94 + เรื่องอายุความ + บทบัญญติที่ใช้แก่ความผิดลหุโทษ = ผ่านไปก่อน *****

ก่อการร้าย
กระทำความผิดอาญา ดังนี้
1. ใช้กำลัง + กระทำอันตรายต่อชีวิต / ร่างกาย / เสรีภาพ ( บุคคลใดๆ )
2. กระทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง = ขนส่งสาธารณะ / โทรคมนาคม / โครงสร้างพื้นฐานปย.สาธารณะ
3. กระทำการเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด / บุคคลใด / สิ่งแวดล้อม ( น่าจะเสียหายทางเศรษฐกิจ )


หลัก มีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญ / บังคับ = รัฐบาลไทย, รัฐบาลต่างปรเทศ , องค์การระหว่างประเทศ ก่อการร้าย
ให้กระทำ / ไม่กระทำ = เกิดความเสียหายร้ายแรง / ปั่นป่วน + กลัว
เว้น เดินขบวน / ชุมนุม / ประท้วง ( ให้ได้รับความเป็นธรรม + เสรีภาพตามรธน. ) = ไม่ผิดฐานก่อการร้าย

ผู้ใด 1. ขู่ว่าจะก่อการร้าย + มีพฤติการณ์ว่าจะทำจริง
2. สะสมกำลังพล / อาวุธ / ฝึกการก่อการร้าย ( รวบรวมทรัพย์สิน ) / สมคบ / ยุยงให้มามีส่วนก่อ / ปกปิดการก่อการร้าย

*** ผู้สนับสนุนความผิดหมวดนี้ = ตัวการ ***
เป็นสมาชิกของ = คณะมนตรีบุคคล ( คณะความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ) ก่อการร้าย + รัฐบาลไทยได้ประกาศให้ความรับรองมติ / ประกาศด้วย





ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

ดูหมิ่น จพง = ทำตามหน้าที่ / เพราะได้ทำ
แจ้งข้อความเป็นเท็จ จพง. ( ผู้อื่น / ประชาชนเสียหาย )

ต่อสู้ / ขัดขวาง จพง. / ผู้ต้องช่วยเหลือพนง.ตามกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่
ว.2 = ใช้กำลัง / ขู่จะใช้

ข่มขืนใจ จพง. ให้ปฏิบัติ มิชอบด้วยหน้าที่ ใช้กำลัง / ขู่ว่าจะใช้
ให้ละเว้น ตามหน้าที่


ความผิดม.138 ว.2 / ม.139 มี ใช้อาวุธ / 3 คนขึ้นไป
อ้างอั้งยี่ / ซ่องโจร ( มีหรือไม่ )
มี / ใช้ = ปืน / ระเบิด

ทำให้สห. = ตรา / เครื่องหมาย ( จพง.ประทับไว้ตามหน้าที่ ) เพื่อยึด / อายัด

ทำให้สห. / เอาไป = ทรัพย์สินที่ จพง. / คนอื่นยึดไว้ / รักษาไว้ ( ส่งเป็นพยาน )


เรียก / รับ / ยอมจะรับ = ทรัพย์สิน / ปย.อื่นใด ( ตอบแทนในการจูงใจ / ได้จูงใจ จพง. ) วิธีทุจริต / ผิดกฎหมาย / อิทธิพล
( *** กระทำการ / ไม่กระทำการ ในหน้าที่คุณ / โทษ แก่บุคคลใด*** )


ให้ / ขอให้ / รับว่าจะให้ = ทรัพย์สิน / ปย. อื่นใด แก่ จพง. ( จูงใจ )
( กระทำ / ไม่กระทำการ / ประวิงการกระทำ อันมิชอบด้วยหน้าที่ )


แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน + กระทำการเป็นจพง. ( ตนเองมิได้เป็น )
จพง. ได้รับคำสั่งมิให้ปฎิบัติตามตำแหน่ง = ยังฝ่าฝืนทำ


ไม่มีสิทธิสวมเครื่องแบบ, ประดับ จพง. / ไม่มีสิทธิใช้ยศ, ตำแหน่ง ( เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ) กระทำให้เชื่อว่าตนมีสิทธิ






ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ( เป็นเจ้าพนักงาน / สมาชิกสภานิติบัญญัติ /
สภาจังหวัด / สมาชิกสภาเทศบาล)

ซื้อ / ทำ / จัดการ / รักษาทรัพย์ใด เบียดบังเป็นของตน / ผู้อื่น / ยอมให้ผู้อื่นเอา ( ทุจริต )
ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ( ข่มขืนใจ / จูงใจ ) บุคคล มอบให้ / หามาให้ซึ่งทรัพย์สิน แก่ตนเอง / ผู้อื่น
เรียก / รับ / ยอมจะรับ ทรัพย์สิน / ปย.อื่นใด แก่ตนเอง / ผู้อื่น กระทำ / ไม่กระทำการ ในตำแหน่ง ( ชอบ / มิชอบ )
ทำ / ไม่ทำ ( เห็นแก่ทรัพย์สิน ) ได้เรียก / รับ ก่อนได้รับแต่งตั้ง
ซื้อ / ทำ / จัดการ / รักษา ทรัพย์ใดๆ ( ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ) เสียหายแก่รัฐ / เทศบาล / เจ้าของทรัพย์
จัดการ / ดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อปย. ตน / ผู้อื่น
มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ จ่ายเกินกว่าที่ควรจ่าย ( เพื่อปย.ตน / ผู้อื่น )
มีหน้าที่เรียกเก็บ / ตรวจสอบภาษี – ค่าธรรมเนียม ละเว้น / เก็บ ( ทุจริต ) / ทำ,ไม่ทำคนอื่นมิต้องเสีย / เสียน้อย
มีหน้าที่กำหนดราคาเพื่อเก็บภาษี กำหนดราคาเพื่อให้ผู้เสียเสียน้อยลง / ไม่เสีย ( ทุจริต )
มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชี ( แนะนำ / ทำ / ไม่ทำ ) ละเว้นการลงบัญชี / ลงเท็จ / แก้ไขบัญชี / ทำหลักฐาน = ไม่เสียภาษี / น้อยลง
*** ปฏิบัติ / ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายผู้หนึ่งผู้ใด ***
ปฏิบัติ / ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ทำให้เสียหาย / ทำลาย / ซ่อน / เอาไป / สูญหาย / ไร้ปย ทรัพย์ / เอกสาร ( มีหน้าที่รักษาไว้ ) / ยอมให้คนอื่นทำ

มีหน้าที่ดูแล / รักษา ทรัพย์ / เอกสาร ( กระทำมิชอบด้วยหน้าที่ ) ถอน / ทำ / ทำลาย / ยอมให้คนอื่นทำ = ตรา / เครื่องหมาย
( จพง. ประทับ / หมายไว้ที่ทรัพย์ ตามหน้าที่ )
มีหน้าที่รักษา / ใช้ = ดวงตรา ( ราชการ ) ทำมิชอบโดยใช้ดวงตรา / ยอมให้คนอื่นทำ ( คนอื่น / ปชช เสียหาย )

มีหน้าที่ ทำ / กรอก / ดูแล เอกสาร ปลอม ( อาศัยโอกาสที่มีตำแหน่ง )

มีหน้าที่ ทำ / รับ / กรอก ทำดังนี้ 1. รับรองเป็นหลักฐาน = ตนทำ / ทำหน้าตน อันเป็นความเท็จ
2. รับรองเป็นหลักฐาน = ได้มีการแจ้งโดยที่ไม่มีการแจ้ง
3. ละเว้นไม่จด ( มีหน้าที่ต้องรับจด ) / จดเปลี่ยนแปลง
4. รับรองเป็นหลักฐาน = ข้อเท็จจริงเอกสารมุ่งพิสูจน์ความเท็จ
มีหน้าที่ในการไปรษณีย์ / โทรเลข / โทรศัพท์ ทำมิชอบด้วยหน้าที่ดังนี้
1. เปิด / ยอมคนอื่นเปิด
2. ทำให้เสียหาย / ทำลาย / ยอมให้คนอื่นทำลาย,สูญหาย
3. กัก / ส่งให้ผิดทาง / รู้ว่าไม่ใช่ยังส่ง ( ผู้ควรรับ )
4. เปิดเผยข้อความในนั้น

รู้ / อาจรู้ ความลับในราชการ กระทำมิชอบให้คนอื่นล่วงรู้ความลับ

มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย / คำสั่งบังคับเป็นไปตามกฎหมาย ป้องปัน / ขัดขวาง มิให้การเป็นไปตามกฎหมาย / คำสั่ง

ละทิ้งงาน / กระทำให้งานหยุด / ชะงัก ( ร่วม 5 คนขึ้นไป )
ทำลงเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดิน / บังคับรัฐบาล / ข่มขู่ประชาชน


ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม

ให้ / ขอให้ / รับว่าจะให้ ( ทรัพย์สิน / ปย.อื่นใด ) จพง.ตุลาการ / อัยการ / พงส ไม่กระทำการ / กระทำ มิชอบด้วยหน้าที่

ขัดขืนคำบังคับ ( อัยการ / ผู้ว่าคดี / พงส ) มาให้ถ้อยคำ
ส่ง / จัดการส่งทรัพย์ , เอกสาร / สาบาน / ให้ปฎิญาณ

ขัดขืนหมาย / คำสั่งศาล มาให้ถ้อยคำ / เบิกความ / ส่งทรัพย์ , เอกสาร ( การพิจารณาคดี )
ขัดขืนคำสั่งของศาล ให้สาบาน / ให้ปฏิญาณ

แจ้งข้อความเท็จ ( อัยการ / พงส / จพง. ผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ) ความผิดอาญา ( ผู้อื่น / ประชาชนเสียหาย )
รู้ว่ามิได้มีการทำผิด แจ้ง ( พงส. / ผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ) ว่ามีการทำผิด
แจ้ง 2 ความผิดด้านบน แกล้งให้ถูกบังคับตามวิธีการเพื่อความปลอดภัย
ว.2 = ให้รับโทษ / รับโทษหนักขึ้น

เอาความเท็จฟ้องศาล กระทำผิดอาญา / แรงกว่าที่เป็นจริง
( ลุแก่โทษ + ถอนฟ้อง / แก้ฟ้อง ก่อนศาลพิพากษา = ศาลลงน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด / ไม่ลงโทษเลยได้ )

เบิกความเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ( ความเท็จ = ข้อสำคัญในคดี )
ว.แรก = กระทำในคดีอาญา

จพง. ตำแหน่งตุลาการ / อัยการ / พงส. ให้แปลข้อความแล้วแปลผิดไปในข้อสำคัญ

ทำพยานเท็จ ( พงส. / ผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา ) เชื่อว่าได้มีความผิดอาญาเกิดขึ้น / ร้ายแรงกว่าจริง

นำสืบ / แสดง ( พยานเท็จ = ในการพิจารณาคดี ) ข้อสำคัญในคดี
ว.แรก = กระทำในคดีอาญา

แจ้งเท็จ / ฟ้องเท็จ / เบิกความเท็จ / แปลเท็จ / นำสืบพยานเท็จ 1. โทษจำคุก 3 ปีขึ้นไป
2. โทษประหารชีวิต / จำคุกตลอดชีวิต

เบิกความเท็จ / แปลเท็จ ลุแก่โทษ + แจ้งความจริงต่อศาล / จพง. ( ก่อนจบคำเบิกความ / แปล ) = ไม่ต้องรับโทษ
เบิกความเท็จ / แปลเท็จ / นำสืบพยานเท็จ ลุแก่โทษ + แจ้งความจริงต่อศาล / จพง. ก่อนมีคำพิพากษา+ก่อนตนถูกฟ้องในความผิดที่ทำ


ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายหำหนด






ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ( 2 )

ช่วยมิให้รับโทษ / รับโทษน้อยลง ( เสียหาย / ทำลาย / ซ่อน / เอาไปเสีย / หาย ) พยานหลักฐานในการกระทำความผิด
เสียหาย / ทำลาย / ซ่อน / เอาไปเสีย / หาย ทรัพย์ / เอกสาร ( ส่งไว้ต่อศาล / ศาลรักษาไว้ )
ทรัพย์สินที่มีคำพิพากษาให้ริบ

เสียหาย / ทำลาย / ซ่อน / เอาไปเสีย / หาย ทรัพย์ที่ถูกอายัด / ยึด / น่าจะรู้ว่าถูกอายัด ( มิให้เป็นไปตามคำพิพากษา )

*** เสียหาย / ทำลาย / ซ่อน / เอาไปเสีย / หาย พินัยกรรม / เอกสารอันใด ( ผู้อื่น ) = น่าจะเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ***

หลบหนี / ช่วยเหลือ

ช่วย ผู้ทำผิด / ผู้ต้องหา ( มิใช่ลหุโทษ ) เพื่อมิให้ต้องโทษ ให้ที่พำนัก ( ซ่อน / ช่วย = มิให้ถูกจับกุม )

หลบหนีระหว่างที่ถูกคุมขัง ( ตามอำนาจศาล / อัยการ / พงส ผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา )
ว.2 = ทำข้างบนโดย 1. แหกที่คุมขัง ( ใช้กำลัง / ขู่จะใช้ )
2. ร่วมทำ 3 คนขึ้นไป
ว.3 = ทำมาตรานี้โดย มี,ใช้ = ปืน / ระเบิด

กระทำด้วยประการใด ผู้ถูกคุมขัง ( ศาล / อัยการ / พงส / เจ้าพนง.ผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ) = หลุดพ้นจากการคุมขัง
ว.2 = บุคคลที่หลุดไปลงโทษ ประหารชีวิต / จำคุกตลอดชีวิต / 15 ปีขึ้นไป / หลุด 3 คนขึ้นไป
ว.3 = ทำมาตรานี้ 1. ใช้กำลัง / ขู่จะใช้
2. มี,ใช้ = ปืน / ระเบิด

ให้พำนัก / ซ่อน / ช่วยประการใด ผู้หลบหนีจากการคุมขัง ( พงส. / เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ) = มิให้ถูกจับ

ทำลายพยาน / ช่วยมิให้ถูกจับ / ให้ที่พำนัก ช่วย บิดา / มารดา / บุตร / สามีภรรยาผู้กระทำ = ศาลไม่ลงโทษก็ได้

เล็กๆ น้อยๆ

ต้องคำพิพากษาห้ามเข้าเขตกำหนด ( ม.45 ) = เข้าไปในเขต
หลบหนีจากสถานพยาบาลศาลคุมตัวไว้ ( ม.49 )
ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามของศาล ( สั่งในคำพิพากษา ) ( ม.50 )
ใช้กำลัง / ขู่จะใช้ / ให้ปย. / รับปย. กีดกันการขายทอดตลาด ( ตามคำพิพากษา / คำสั่งของศาล )

*** ดูหมิ่นศาล / ผู้พิพากษา ( ในการพิจารณาคดี / พิพากษาคดี ) / ขัดขวางการพิจารณา / พิพากษาของศาล ***
ลอบฝัง / ซ่อน / ย้าย / ทำลาย = ศพ / ส่วนของศพ เพื่อปิดบังการเกิด / ตาย / เหตุการณ์ตาย



ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

เป็นจพง. ( อัยการ / ผู้ว่าคดี / พงส. / จพงผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา,จัดการให้เป็นไปตามหมายอาญา )

กระทำการ / ไม่กระทำ ในตำแหน่งอันมิชอบ
เรียก / รับ / ยอมจะรับ ทรัพย์สิน,ปย.อื่นใด
( ตนเอง / ผู้อื่น เพื่อกระทำ / ไม่กระทำ
เพื่อช่วยบุคคลมิให้ต้องรับโทษ / น้อยลง อย่างใดในตำแหน่ง ( ชอบ / มิชอบ )


ว.2 = แกล้งบุคคลต้องรับโทษ / หนักขึ้น / วิธีการเพื่อความปลอดภัย


เป็นเจ้าพนักงาน ( ตุลาการ / อัยการ / ผู้ว่าคดี / พงส. ) กระทำ / ไม่กระทำ ในตำแหน่ง( เห็นแก่ทรัพย์สินที่ตนเรียก / ได้รับ ก่อนแต่งตั้ง )

เป็นเจ้าพนักงาน ( มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษา / คำสั่งของศาล ) ป้องกัน / ขัดขวางมิให้เป็นไปตามคำพิพากษา / คำสั่ง


เป็นเจ้าพนักงาน ( ควบคุมดูแลผู้คุมขังตามอำนาจศาล / พงส / จพง.ผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ) กระทำประการใดให้ผู้คุมขังหลุดไป
ว.2 = คนที่หลุดไป ประหาร / จำคุกตลอดชีวิต / 15 ปีขึ้น / 3 คนขึ้นไป ( ระหว่างคุมขัง )

กระทำข้างบน ( ประมาท )
ว.2 = ประหาร / จำคุกตลอดชีวิต / 15 ปีขึ้น / 3 คนขึ้นไป
ว.3 = ผู้ทำผิดจัดให้ได้ตัวผู้ที่หลุดพ้นไป ใน 3 เดือน = งดการลงโทษ

ศาสนา

กระทำประการใด วัตถุ / สถานที่เคารพในทางศาสนา ( เหยียดหยามศาสนา )
ก่อให้เกิดการวุ่นวาย ที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุม นมัสการ พิธีกรรมทางศาสนา ( ชอบด้วยกฎหมาย )
แต่งกาย / ใช้เครื่องหมาย แสดงว่า ภิกษุ / สามเณร / นักพรต / นักบวช ( ศาสนาใด ) โดยมิชอบ ( เพื่อให้คนอื่นเชื่อว่าเป็น )















ความสงบสุขของประชาชน

เป็นสมาชิกคณะบุคคล ปกปิดวิธีดำเนินการ + มีความมุ่งหมายการอันมิชอบด้วยกฎหมาย = อั้งยี่
ว.2 = เป็นหัวหน้า / ผู้จัดการ / ผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในคณะบุคคลนั้น

สมคบ 5 คน + ทำผิดในภาค 2 ( โทษ 1 ปีขึ้นไป ) = ซ่องโจร
สมคบ = โทษประหารชีวิต / ตลอดชีวิต / 10 ปีขึ้น

ประชุมในที่ประชุมอั้งยี่ / ซ่องโจร = กระทำผิดอั้งยี่ / ซ่องโจร ( เว้นประชุมโดยไม่รู้ว่าเป็นอั้งยี่ / ซ่องโจร )

ผู้ใด 1. จัดหาที่ประชุม / ที่พำนัก = อั้งยี่ / ซ่องโจร
2. ชักชวนบุคคลให้เข้าเป็นสมาชิก อ / ซ กระทำผิดอั้งยี่ / ซ่องโจร
3. อุปการะ อ / ซ โดยให้ทรัพย์
4. ช่วยจำหน่ายทรัพย์ ( อ / ซ ) ได้มาโดยการกระทำความผิด

สมาชิก ( อ / ซ ) คนหนึ่งกระทำความผิดตามความมุ่งหมาย อยู่ด้วย / อยู่ในที่ประชุมแต่ไม่คัดค้าน / หัวหน้า / ผจก = โดนทุกคน

จัดหาที่พัก / ที่ซ่อนเร้น / ที่ประชุมให้บุคคลที่ตนรู้ว่าเป็นบุคคลผู้ทำผิดบัญญัติไว้ในภาค 2
ว.2 = ทำเพื่อช่วยบิดา / มารดา / บุตร / สามี,ภรรยา ผู้กระทำ = ศาลไม่ลงโทษก็ได้

มั่วสุม 10 ขึ้น + ใช้กำลัง / ขู่เข็ญ / กระทำการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
คนใดคนหนึ่งมีอาวุธ บรรดาผู้กระทำความผิดโดนหมด
หัวหน้า / ผู้มีหน้าที่สั่งการ ในการกระทำความผิด

จพง. สั่งผู้มั่วสุมเพื่อกระทำ ม. 215 ให้เลิก ผู้ใดไม่เลิก

















ก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน

วางเพลิงเผาทรัพย์ ผู้อื่น

วางเพลิงทรัพย์ ดังนี้ 1. โรงเรือน / เรือ / แพที่คนอยู่อาศัย
2. โรงเรือน / เรือ / แพที่เก็บสินค้า
3. โรงมหรสพ / สถานที่ประชุม
4. โรงเรือนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน / สาธารณสถาน / สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
5. สถานีรถไฟ / ท่าอากาศยาน / ที่จอดรถ เรือ สาธารณะ
6. เรือลไฟ / เรือยนต์ ( 5 ตันขึ้น ) / รถไฟ ( ขนส่งสาธารณะ )

ตระเตรียมทำผิด ( ข้างบน ) ระวางโทษพยายาม

ทำให้เพลิงไหม้ ( วัตถุใด ) แม้ของตนเอง น่าจะเป็นอันตรายแก่คนอื่น / ทรัพย์คนอื่น
ว.2 = เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ ทรัพย์ 1-6 ( ระวางโทษ ม. 218 )

ทำให้เกิดระเบิด น่าจะเป็นอันตรายแก่คนอื่น / ทรัพย์คนอื่น
ทำให้เกิดระเบิด กับทรัพย์ผู้อื่น / 1-6

ทำให้ เพลิงไหม้ / ระเบิด / น่าจะ ทรัพย์ราคาน้อย + ไม่เป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น

เพลิงไหม้ / ระเบิด ( 2 มาตรา ) บุคคลอื่นตาย
ว.2 = สาหัส

เพลิงไหม้ โดยประมาท + ทรัพย์ผู้อื่นเสียหาย
น่าจะเป็นอันตรายแก่ชิวิตบุคคลอื่น












ทั่วไป

กระทำต่อ โรงเรือน / อู่เรือ / ที่จอดรถ / ทุ่นทอดจอดเรือ / สายไฟฟ้า ( ป้องกันอันตรายแก่บุคคล / ทรัพย์ ) = น่าจะอันตรายแก่คนอื่น

มีวิชาชีพออกแบบ / ก่อสร้าง / ซ่อม / ถอน = อาคาร ( ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ) น่าจะอันตรายกับคนอื่น

กระทำให้เกิดอุทกภัย / ขัดข้องการใช้น้ำ น่าจะอันตรายกับคนอื่น / ทรัพย์คนอื่น
ว.2 = เกิดอันตรายกับคนอื่น / ทรัพย์คนอื่น

กระทำด้วยประการใด ทางสาธารณะ / ประตูน้ำ / เขื่อน / ที่ขึ้นลงอากาศยาน = น่าจะเป็นอันตรายแก่การจราจร

เอาสิ่งใดๆ กีดขวางทางรถไฟ / ทำให้รางหลุด / หลวม / ทำแก่เครื่องสัญญาณ = น่าจะเป็นอันตรายแก่การเดินรถไฟ / รถราง

กระทำประการใด ประภาคาร / สัญญาณเพื่อความปลอดภัย ( บก / เรือ / อากาศ ) = น่าจะอันตรายแก่การจราจร ( บก / เรือ / อากาศ )

กระทำประการใด 1. เรือเดินทะเล / อากาศยาน / รถไฟ
2. รถยนต์ใช้ขนส่งสาธารณะ น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคล
3. เรือกลไฟ / เรือยนต์ ( 5 ตันขึ้นไป ) ขนส่งสาธารณะ

** ใช้ยานพาหนะรับจ้างขนส่งคน ( มีลักษณะ / การบรรทุก = น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลในยานพาหนะนั้น **

กระทำประการใด สิ่งที่ใช้ผลิตส่งพลังงานไฟฟ้า / ส่งน้ำ = ประชาชนขาดความสะดวก / น่าจะอันตรายแก่ประชาชน

กระทำประการใด ให้การสื่อสารสาธารณะ ( ไปรษณีย์ / โทรเลข / โทรศัพท์ / วิทยุ ) = ขัดข้อง

*** ปลอมปน ( อาหาร / ยา / เครื่องอุปโภค บริโภค ) เพื่อบุคคลอื่นเสพ / ใช้ + เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ ***
จำหน่าย / เสนอขาย ( เพื่อบุคคลเสพ / ใช้ )

เอาของมีพิษ / สิ่งที่อันตราย เจือลงในอาหาร / น้ำในบ่อ / สระ / อาหาร น้ำ จัดไว้ให้ประชาชนบริโภค

บททั่วไป คนอื่นถึงแก่ความตาย
ว.2 = สาหัส

บททั่วไป ประมาท + ใกล้จะอันตรายแก่ชีวิตคนอื่น

ความผิดเกี่ยวกับเงินตรา

ปลอม เงินตรา ( เพื่อเป็นเหรียญ / ธนบัตร ) รัฐบาลออกใช้ ปลอมเงินตรา
พันธบัตรรัฐบาล ใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตร

แปลง เงินตรา ( เพื่อเป็นเหรียญ / ธนบัตร ) รัฐบาลออกใช้ แปลงเงินตรา
( ผิดจากเดิม ) พันธบัตรรัฐบาล ใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตร
( ให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีมูลค่าสูงกว่าจริง )

กระทำให้เหรียญกษาปณ์ ( ทุจริต ) มีน้ำหนักลดลง
ว.2 = นำเข้าในราช / นำออกใช้ / มีไว้เพื่อนำออก ( เหรียญที่มีน้ำหนักลดลง )

นำเข้า ( ปลอม ม.240 / แปลง ม.241 )
มีไว้เพื่อนำออกใช้อันตนรู้ว่าเป็นของ ( ปลอม ม.240 / แปลง ม.241 )

ได้มาซึ่งสิ่งใดๆ โดยไม่รู้ ( ปลอม / แปลง ) ต่อมารู้ ก็ยังขืนนำออกใช้

ทำเครื่องมือ / วัตถุ สำหรับ ปลอม / แปลง เงินตรา ( เพื่อเป็นเหรียญ / ธนบัตร ) รัฐบาลออกใช้
มีเครื่องมือเพื่อใช้ในการปลอม / แปลง พันธบัตรรัฐบาล ใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตร

ทำหมวดนี้ต่อ เงินตรา ( เพื่อเป็นเหรียญ / ธนบัตร ) รัฐบาลออกใช้ ( รัฐบาลต่างประเทศ ) = รับโทษกึ่งหนึ่งของโทษมาตรา )
พันธบัตรรัฐบาล ใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตร

กระทำ ปลอม / แปลง / รัฐบาลต่างประเทศ กระทำผิดมาตราอื่นด้วยในหมวดนี้ = ให้ลงโทษ ใน ม. 240 241 247 ( กระทงเดียว )

ทำบัตร / โลหธาตุ ( มีลักษณะคล้ายคลึงกับเงินตรา = เงินตรา ( เพื่อเป็นเหรียญ / ธนบัตร ) รัฐบาลออกใช้
จำหน่ายบัตร / โลหธาตุ พันธบัตรรัฐบาล ใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตร
ว.2 = การจำหน่าย โดยการนำออกใช้ดังเช่นสิ่งใดๆ ในวรรคแรก


แสตมป์ ผ่านไป

ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร

ทำเอกสารปลอม ( ทั้งฉบับ / บางส่วน ) / เติม ตัด แก้ไขทอนข้อความในเอกสารที่แท้จริง / ประทับตราปลอม / ลงชื่อปลอม ในเอกสาร
( *** ประการน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น / ประชาชน *** )

ทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง = ปลอมเอกสาร

ว.2 = กรอกข้อความในกระดาษ มีลายมือชื่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม / ฝ่าฝืนคำสั่งผู้อื่น



เพื่อเอาเอกสารไปใช้ในกิจการที่อาจเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด / ประชาชน = ปลอมเอกสาร ( ระวางโทษเช่นเดียวกัน )

ปลอม เอกสารสิทธิ / เอกสารราชการ

ปลอม 1. เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ
2. พินัยกรรม
3. ใบหุ้น / ใบหุ้นกู้ / ใบสำคัญของใบหุ้นหรือใบหุ้นกู้
4. ตั๋วเงิน
5. บัตรเงินฝาก

แจ้งให้ จพง. / ผู้กระทำตามหน้าที่ จดข้อความเท็จในเอกสารมหาชน / เอกสารราชการ ( เป็นพยานหลักฐาน )
( *** ประการน่าจะเสียหายแก่ผู้อื่น / ประชาชน *** )

ใช้ / อ้าง เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิด มาตรา 264 265 266 267 ( *** น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น *** )
ว.2 = ผู้ทำผิดวรรคแรก = เป็นผู้ปลอม / แจ้งให้ จพง. จด ( ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว )

ประกอบอาชีพ แพทย์ / กฎหมาย / บัญชี ทำคำรับรองเอกสารเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ
( *** ประการน่าจะเสียหายแก่ผู้อื่น / ประชาชน *** )
ว.2 = ใช้ /อ้าง คำรับรอง ( โดยทุจริต )


ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์

ทำบัตร อ. ปลอมขึ้น ( ทั้งฉบับ / ส่วนหนึ่งส่วนใด ) / เติม ตัดทอนข้อความ แก้ไขในบัตร อ. ที่แท้จริง
( *** ประการน่าจะเสียหายแก่ผู้อื่น / ประชาชน *** )

กระทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเชื่อว่าเป็นบัตร อ. แท้จริง / เพื่อใช้ปย. อย่างหนึ่งอย่างใด = ปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์

ทำเครื่องมือ / วัตถุ ( สำหรับปลอม / แปลง / ให้ได้ข้อมูลในการปลอม แปลงซึ่งมาตราบน )
มีเครื่องมือ / วัตถุ = เพื่อให้ได้ข้อมูลในการปลอม / แปลง

นำเข้าใน / ส่งออกนอก ( สิ่งใดๆ ในข้างบน )

ใช้ / มีไว้เพื่อใช้ ( บัตร อ. บนสุด ) อันได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม / แปลงขึ้น
ว.2 = จำหน่าย / มีไว้เพื่อจำหน่าย ( สิ่งใดๆ ที่ทำปลอมหรือแปลง ม. 269 /1 )
ว.3 = ผู้ทำผิดวรรคแรก / วรรคสอง เป็นผู้ปลอมบัตร อ. ( ลงโทษมาตรานี้กระทงเดียว )

ใช้บัตร อ. ของผู้อื่นโดยมิชอบ
( *** ประการน่าจะเสียหายแก่ผู้อื่น / ประชาชน *** )

มีไว้เพื่อนำออกใช้บัตร อ. ของผู้อื่นโดยมิชอบ
( *** ประการน่าจะเสียหายแก่ผู้อื่น / ประชาชน *** )


การทำในหมวดนี้ ทำกับบัตร อ. ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อใช้ปย. ในการชำระสินค้า / ค่าบริการ / หนี้อื่นแทนชำระเงินสด
( ระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง ) ใช้เบิกถอนเงินสด

ความผิดเกี่ยวกับการค้า

ใช้ / มีไว้เพื่อใช้ เครื่องชั่ง / เครื่องตวง / เครื่องวัด ( ที่ผิดอัตราเพื่อเอาเปรียบในการค้า )
มีเครื่องนี้เพื่อขาย

ขายของโดยหลอกลวง ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ เป็นความเท็จ ( การกระทำไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง )

ผู้ใด 1. เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ ข้อความในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ / ทำให้ปรากฎที่สินค้า
*** เพื่อให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้อื่น ***
2. เลียนป้าย = ประชาชนน่าจะเชื่อว่าสถานที่การค้าของตนเป็นสถานที่การค้าของผู้อื่นที่ตั้งใกล้เคียง
3. ไขข่าวแพร่หลาย = ข้อความเท็จเพื่อให้เสียความเชื่อถือในสถานที่การค้า / สินค้า / อุตสาหกรรม **มุ่งปย. การค้าของตน **
*** มาตรานี้ยอมความได้ ***

ปลอมเครื่องหมายการค้าผู้อื่น ( จดทะเบียนแล้ว ใน / นอก )
เลียนเครื่องหมายการค้าผู้อื่น ( จดทะเบียนแล้ว ใน / นอก ) *** เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ***

นำเข้าในราช / จำหน่าย / เสนอจำหน่าย = สินค้าที่มีชื่อ รูป / รอยประดิษฐ์ / ข้อความใดๆ ใน 1. / สินค้าทีมีเครื่องหมายการค้าปลอม / เลียน
( 2 ความผิดข้างบน )

ความผิดเกี่ยวกับเพศ

ข่มขืนกระทำชำเรา ญ อื่น ( มิใช่ภรรยาตน ) ขู่เข็ญด้วยประการใดๆ ญ ไม่สามารถขัดขืนได้ / ญ เข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น
โดยใช้กำลังประทุษร้าย
ว.2 = มี ใช้ ปืน ระเบิด / โทรมหญิง

กระทำชำเรา เด็กหญิง ไม่เกิน 15 + มิใช่ภรรยาตน + ยอมหรือไม่ก็ตาม
ว.2 = เด็กไม่เกิน 13
ว.3 = โทรม ญ + เด็กไม่ยอม ( ว.1,2 ) / มีอาวุธปืน,ระเบิด / โดยใช้อาวุธ
ว.4 = ว.แรก เด็กหญิง 13 ไม่เกิน 15 + เด็กยอม + ศาลอนุญาตให้สมรสกัน = ไม่ต้องรับโทษ / รับโทษอยู่ปล่อยตัวไป

กระทำ 2 ความผิด ม. 276, ม.277 ว.1 2 1. สาหัส
2. ตาย
กระทำความผิด ม.276 ว.2, ม.277 ว.3 1. สาหัส
2. ตาย




อนาจาร

กระทำอนาจาร บุคคลกว่า 15 ปี ขู่เข็ญด้วยประการใดๆ บุคคลนั้นไม่สามารถขัดขืนได้ / บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นคนอื่น
โดยใช้กำลังประทุษร้าย

กระทำอนาจาร เด็กไม่เกิน 15 + เด็กยอมหรือไม่
ว.2 = ขู่เข็ญประการใดโดยใช้กำลังประทุษร้าย = ขัดขืนไม่ได้ / เข้าใจผิด

กระทำความผิด ม. 278 279 ( อนาจาร ) สาหัส
ตาย

กระทำความผิดมาตรา 276 ว.แรก + ม.278 ( อนาจาร 15 ขึ้น ) มิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล
ไม่เป็นเหตุให้ผู้กระทำสาหัส,ตาย ยอมความได้
มิได้ทำแก่บุคคลดังระบุไว้ในมาตรา 285

สนองความใคร่

เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระ / จัดหา / ล่อไป / พาไป ( อนาจาร ช / ญ ) *** แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ***
ว.2 = เกิน 15 ไม่เกิน 18
ว.3 = เด็กไม่เกิน 15
ว.4 = เพื่อสนองความใคร่ผู้อื่น รับตัวบุคลที่มีผู้จัดหา / ล่อไป / พาไป ( ว.123 ) รับโทษ ใน ว.123 ( ตามที่ทำ )

เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระ / จัดหา / ล่อไป / พาไป ( อนาจาร ช / ญ ) โดยใช้อุบาย หลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลัง ใช้อำนาจ
ว.2 = เกิน 15 ไม่เกิน 18 ข่มขืนใจ
ว.3 = เด็กไม่เกิน 15
ว.4 = เพื่อสนองความใคร่ผู้อื่น รับตัวบุคลที่มีผู้จัดหา / ล่อไป / พาไป ( ว.123 ) รับโทษใน ว.123 ( ตามที่ทำ )

พาไปอนาจาร

พาอายุเกิน 15 แต่ไม่เกิน 18 ไปเพื่อการอนาจาร *** แม้ผู้นั้นจะยอมก็ตาม ***
ว.2 = เด็กไม่เกิน 15 ปี
ว.3 = ซ่อนเร้นบุคคลที่ถูกพาไป ( ว.12 ) ระวางโทษวรรค (1 2 )
ว.4 = ความผิด ว.1 + 3 กระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปี

พาผู้อื่นไปเพื่ออนาจาร ( อุบาย / ใช้กำลัง / ใช้อำนาจครอบงำ / ข่มขืนใจ )
ว.2 = ซ่อนเร้นบุคคลที่ถูกพาไปตาม ว.แรก
ว.3 = มาตรานี้ยอมความได้

** ม. 276 / 277 / 277 ทวิ / 277 ตรี / 278 / 279 / 280 / 282 / 283 ท ผู้สืบสันดาน / ศิษย์ในความดูแล /
ผู้ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการ
ผู้อยู่ในความปกครอง / ความพิทักษ์ / ความอนุบาล
( ระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น 1 ใน 3 )
อายุกว่า 16 ปี ดำรงชีพแม้เพียงบางส่วนจากรายได้ ญ ค้าประเวณี
ว.2 = ผู้ใดไม่มีปัจจัยดำรงชีพ / ไม่มีปัจจัยเพียงพอสำหรับดำรงชีพ และ อยู่ร่วมกับ ญ ( ค้า ) / สมาคมกับ ญ คนเดียว / หลายคน
( เป็นอาจิณ )

กินอยู่หลับนอน / รับเงิน / ปย. อย่างอื่น ( ญ (ค้า) จัดให้ )

เข้าแทรกแซงเพื่อช่วย ญ ทะเลาะกับผู้ที่คบ ญ
ถือว่าผู้นั้นดำรงชีพอยู่จากรายได้ของ ญ ค้าประเวณี
เว้น พิสูจน์ให้เป็นที่พอใจว่ามิได้เป็นเช่นนั้น
ว.3 = มาตรานี้ไม่บังคับ ผู้รับค่าเลี้ยงดูจาก ญ ( ตามกฎหมาย / ธรรมจรรยา )

ผู้ใด 1. เพื่อความประสงค์การค้า / ทำ / ผลิต / มีไว้ / นำเข้า / ส่งออก = เอกสาร / ภาพ รูปถ่าย / ภาพยนตร์ *** สิ่งลามก ***
2. ประกอบการค้า / มีส่วนเกี่ยวข้องในการค้าเกี่ยวกับวัตถุลามก / จ่ายแจก / แสดงอวด / ให้เช่า แก่ประชาชน
3. ช่วยทำให้แพร่หลาย / โฆษณา / ไขข่าว ว่ามีคนทำผิดตามมาตรานี้ / หาได้จากบุคคลใด / วิธีใด


บทนิยาม

โดยทุจริต = เพื่อแสวงหาปย.ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับ ตน / ผู้อื่น

สาธารณสถาน = สถานที่ใดๆ ซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้
ทางสาธารณะ = ทางบก / น้ำ ( ประชาชนสัญจร ) + ทางรถไฟ / ทางรถรางที่มีรถเดิน + ประชาชนโดยสาร
เคหสถาน = ที่ใช้อยู่อาศัย เช่น เรื่อน โรงเรือน ฯ

อาวุธ = สิ่งซึ่งไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ + ใช้ประทุษร้ายร่างกาย

เอกสาร = กระดาษ / วัตถุ ( ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร / ตัวเลข ฯ ) จะโดยวิธีพิมพ์ภาพถ่าย / วิธีอื่น ( เป็นหลักฐานความหมายนั้น )
เอกสารราชการ = เอกสารที่ จพง. ได้ทำขึ้น / รับรอง ในหน้าที่ + สำเนาที่ จพง. รับรองในหน้าที่ด้วย
เอกสารสิทธิ = เอกสารที่เป็นหลักฐาน ก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สวงน ระงับซึ่งสิทธิ
ลายมือชื่อ = รวมลายพิมพ์นิ้วมือ + เครื่องหมายซึ่งบุคคลลงไว้แทนลายมือชื่อตน

บัตรอิเล็กทรอนิกส์ = เอกสารที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ ( ระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม ) โดยบันทึกข้อมูล / รหัส ไว้ด้วยการประยุกต์ใช้วิธีการทาง
อิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า + การประยุกต์ใช้วิธีการทางแสง / แม่เหล็กให้ปรากฏความหมายตัวอักษร ตัวเลข รหัส
หมายเลขบัตร
= ข้อมูล รหัส หมายเลขบัญชี หมายเขชุดทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือเครื่องมือทางตัวเลขใดๆ ที่ผูออกได้ออกแก่ผู้มีสิทธิใช้
โดยมิได้ออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้
= สิ่งอื่นใดที่ใช้ประกอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
มีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของ

การใช้กฎหมายอาญา

ต้องรับโทษเมื่อได้กระทำการที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำบัญญัติว่าเป็นความผิด + กำหนดโทษไว้ + โทษที่จะลงต้องบัญญัติในกฎหมาย
ว.2 = ถ้ากฎหมายที่บัญญัติภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิด = ให้พ้นจากการทำผิด
ถ้ามีคำพิพากษาให้ลงโทษก็ถือว่าไม่เคยต้องคำพิพากษา
รับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษสิ้นสุด

กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิด แตกต่าง กับที่ใช้ภายหลัง ให้ใช้ในส่วนที่เป็นคุณ ( ไม่ว่าทางใด ) เว้นคดีถึงที่สุดแล้ว
แต่กรณีถึงที่สุดดังนี้
1 . ยังไม่ได้รับโทษ / รับอยู่ + โทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่ากฎหมายบัญญัติภายหลัง = กำหนดโทษเสียใหม่
( ความปรากฏแก่ศาลเอง / ผู้ทำผิด / ผู้แทน / ผู้อนุบาล / อัยการ = ร้องขอ )



ถ้าปรากฏว่าได้รับมาบ้างแล้ว = คำนึงโทษที่บัญญัติภายหลัง
หากสมควรก็กำหนดโทษน้อยกว่าโทษขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติภายหลัง
หากสมควรเห็นรับโทษพอแล้ว = ปล่อยตัวไปได้

2. ศาลพิพากษาให้ประหารชีวิต + กฎหมายภายหลังลงไม่ถึงประหารชีวิต = งดการประหาร + ถือว่าประหารตามคำพิพากษาได้เปลี่ยน
เป็นโทษสูงสุดที่จะลงได้ในภายหลัง


ใน – นอก ราชอาณาจักร

ในราชอาณาจักร
กระทำความผิดในราช รับโทษตามกฎหมาย
ว.2 = ในเรือไทย / อากาศยานไทย ( ณ ที่ใด ทำผิดในราชอาณาจักร

แม้ส่วนหนึ่งส่วนใดทำในราช / ผลเกิดในราช ( ผู้กระทำประสงค์ในราช ) / ลักษณะการกระทำ ผลที่เกิดควรเกิดในราช / เล็งเห็นว่าจะเกิดในราช
ว.2 = ตระเตรียมการ / พยายามกระทำการ ( กม. บัญญัติเป็นความผิด ) แม้ทำนอกราช หากทำจนสำเร็จ = ผลจะเกิดในราช


ถือว่ากระทำความผิดในราช / ตระเตรียม / พยายามทำในราช ( ทั้ง 2 วรรค )

ความผิดที่ทำในราช / หรือถือว่าทำในราช ( ตัวการ / ผู้สนับสนุน / ผู้ใช้ ทำนอกราช ) ถือว่าทำในราช

ผู้ใดทำผิดนอกราช ต้องรับโทษในราช 1. ความมั่นคง ( ม.107-129 )
*** ก่อการร้าย ( ม.135/1-4 ) ***
2. ปลอม / แปลง ( ม.240 / 249 /254 /256 /257 / 266(3) (4)
*** เกี่ยวกับเพศ ม. 282 / 283 ***
3. ชิงทรัพย์ / ปล้นทรัพย์ ( ม.339-340 ) กระทำในทะเลหลวง

นอกราชอาณาจักร

ทำผิดนอกราช + 1. ผู้ทำผิด ( คนไทย ) + รัฐบาลปท. ที่ความผิดเกิด / ผสห. + ร้องขอให้ลงโทษ
2. ผู้ทำผิด ( คนต่างด้าว ) + รัฐบาลไทย / คนไทย ( ผสห. ) + ร้องขอให้ลงโทษ


ความผิดดังนี้รับโทษในราช
1. ก่อให้เกิดภยันตราย ม. 217 218 221-223 เว้นแต่ ม. 220 ว.แรก 224 226 228-232 237 233-236 ( เฉพาะเมื่อกรณีต้องระวางโทษ ม.238 )
2. เอกสาร ม. 264 265 266 (1) (2) 268 เว้นแต่ ม. 267 269
*** อิเล็กทรอนิกส์ ม. 269/1-269/7 ***
3. เพศ ม. 276 280 285 เฉพาะ ม. 276
4. ชีวิต ม. 288-290
5. ร่างกาย ม. 295-298
6. ทอดทิ้งเด็ก / คนป่วย / คนชรา ม.306-308
7. เสรีภาพ ม. 309 310 312-315 317-320
8. ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ม. 334-336
9. กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ม. 337-340
10. ฉ้อโกง ม. 341-344 346 347
11. ยักยอก ม. 352-354
12. รับของโจร ม. 357
13. เสียทรัพย์ ม. 358-360


เจ้าพนักงานของรัฐบาลไทย ทำความผิด ม. 147-166 และ ม.200-205 นอกราชอาณาจักร ห้ามลงโทษในราชอีก ถ้า

1. ได้มีคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศถึงที่สุด ให้ปล่อยตัว
2. ศาลในต่างประเทศพิพากษาลงโทษ + พ้นโทษแล้ว
ถ้าได้รับโทษมา ( ศาลต่างประเทศ ) ยังไม่พ้นโทษ ( ลงน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียงใดก็ได้ / ไม่ลงโทษเลยก็ได้ )
*** คำนึงโทษที่รับมา ***

ทำผิดในราช / ถือว่าทำในราช ผู้นั้นได้รับโทษ ( ศาลต่างประเทศ ) บางส่วน / ทั้งหมด = ลงน้อยกว่า / ไม่ลงเลย ( คำนึงโทษที่รับมา )
ว.2 = ทำผิดในราช / ถือว่าทำในราช ( ฟ้องที่ศาลต่างปท. + รัฐบาลไทยร้องขอ ) ห้ามลงในราชอีก ถ้า


1. มีคำพิพากษาของศาลต่างปท. ถึงที่สุด ให้ปล่อยตัว
2. ศาลต่างปท. พิพากษาให้ลงโทษ + พ้นโทษแล้ว

วิธีการเพื่อความปลอดภัย (1)

วิธี.. ใช้บังคับกับบุคคลใด มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้ใช้บังคับได้เท่านั้น + กฎหมายที่ใช้นั้นให้ใช้ขณะที่ศาลพิพากษา

กฎหมายบัญญัติภายหลัง ยกเลิกวิธี .. บุคคลโดนวิธี.. อยู่ ศาลสั่งระงับเสีย เมื่อสำนวนความปรากฏศาล / ผู้นั้น / ผู้แทน / อนุบาล / อัยการ

มีบุคคลถถูกวิธี.. + กฎหมายออกภายหลังเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขวิธี.. 1. ไม่อาจนำมาใช้บังคับได้
2. นำมาใช้ได้แต่เป็นคุณแก่ผู้นั้นยิ่งกว่า


สำนวนความปรากฏแก่ศาล / ผู้นั้น / ผู้แทน / อนุบาล / อัยการ ร้องขอต่อศาลยกเลิกการใช้วิธี.. / ร้องขอรับผลนั้น ( ศาลสั่งตามสมควร )

ตามบทบัญญัติกฎหมายที่ออกภายหลัง ( โทษ วิธี.. ) + มีคำพิพากษาลงโทษไว้ = โทษที่ลงเป็นวิธี.. ด้วย
ว.2 = กรณีว.แรก ถ้ายังไม่ได้ลงโทษ / รับโทษอยู่ ก็ให้ใช้วิธี.. บังคับต่อไป = หากกฎหมายภายหลังมีงข.

1. ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก้กรณีผู้นั้น
2. นำมาใช้ได้แต่เป็นคุณยิ่งกว่า

สำนวนความปรากฏแก่ศาล / ผู้นั้น / ผู้แทน / อนุบาล / อัยการ ร้องขอต่อศาลยกเลิกการใช้วิธี.. / ร้องขอรับผลนั้น ( ศาลสั่งตามสมควร )

ศาลพิพากษาให้ใช้วิธี.. ( ภายหลังความปรากฏแก่ศาลตามคำเสนอผู้นั้นเอง / ผู้แทน / ผู้อนุบาล อัยการ ) พฤติการณ์เปลี่ยนไป

ศาลจะสั่งเพิกถอน / งด ไว้ชั่วคราวได้ ( เห็นสมควร )
บทบัญญัติในภาค 1 ให้ใช้กรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ( เว้นกฎหมายนั้นได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น )

โทษ

โทษสำหรับลงโทษ มีดังนี้ 1. ประหารชีวิต
2. จำคุก
3. กักขัง
4. ปรับ
5. ริบทรัพย์สิน
ว.2 = โทษประหาร + จำคุกตลอดชีวิต ห้ามนำมาใช้ ต่ำกว่า 18 ปี
ว.3 = กรณีต่ำกว่า 18 ทำโทษประหาร / จำคุกตลอดชีวิต เปลี่ยนเป็น 50 ปี

ประหาร ฉีดยา / สารพิษให้ตาย
ว.2 = หลักเกณฑ์ + วิธีการ กระทรวงยุติธรรมกำหนด ( ประกาศในราชกิจจานุเบกษา )


จำคุก

ความผิด จำคุก + ปรับ ลงแต่จำคุกก็ได้

การคำนวณระยะเวลาจำคุก นับวันเริ่มจำคุกเข้าด้วย + นับเป็น 1 วันเต็ม ( ไม่สนชั่วโมง )
ว.2 = ระยะเป็นเดือน 30 วัน / ระยะเป็นปี ปีปฏิทินในราชการ
ว.3 = ถูกจำคุกครบแล้ว ปล่อยในวันถัดจากวันที่ครบกำหนด

โทษจำคุก เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ ถูกขังก่อนศาลพิพากษา หักวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาการจำคุก( เว้นศาลกล่าวเป็นอย่างอื่น )
ว.2 = กรณีคำพิพากษากล่าวอย่างอื่น โทษตามคำพิพากษา + วันที่ถูกคุมขังก่อน


ไม่เกินอัตราโทษขั้นสูงที่กฎหมายกำหนดสำหรับความผิดที่ได้กระทำลงไป
( ไม่กระทบมาตรา 91 )

กักขัง

กระทำผิดโทษจำคุก + ลงไม่เกิน 3 เดือน + ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ลงกักขังไม่เกิน 3 เดือน แทนจำคุกได้
เคยรับจำคุกมา แต่ ประมาท / ลหุโทษ

ใครโดนกักขัง กักไว้ในสถานที่กักขัง ( มิใช่เรือนจำ ) / สถานีตำรวจ / สถานที่ควบคุมผู้ต้องหาของพงส.
ว.2 = ศาลเห็นสมควร สั่งให้กักขังในที่อาศัยผู้นั้น / ผู้อื่นที่ยินยอม / สถานที่อื่น ( เหมาะสมกับประเภท / สถานภาพ ผู้ทำผิด )
ว.3 = ความปรากฏแก่ศาล การกักขังในสถานที่ ว.1 / ว.2 ( ก่อให้เกิดอันตราย / ผู้ต้องพึ่งพาเดือดร้อนในการดำรงชีพเกิดควร / ไม่สมควร)


ศาลอาจสั่งให้กักขัง = สถานที่อื่น ( มิใช่ที่อยู่อาศัยผู้นั้น ) + ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ / ผู้ครอบครองสถานที่
ศาลอาจกำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติตามได้ + หากเจ้าของยอมก็แต่งตั้งเป็นผู้ควบคุมดูแล + ถือเป็นจพง.ตามประมวลกฎหมายนี้

ผู้โดนกักขังในสถานที่ซึ่งกำหนด ได้รับการเลี้ยงดู + รับอาหารจากคนนอก ( ออกเอง ) + ใช้เสื้อผ้าตนเอง + เยี่ยมวันละ 1 ชม. + จดหมาย
( ภายใต้ข้อบังคับของสถานที่ )
ว.2 = ผู้ต้องโทษกักขัง ทำงานตามระเบียบ + ข้อบังคับ + วินัย ถ้า จะขอทำงานอย่างอื่น = ก็เลือกได้ แต่ ไม่ขัดระเบียบ ข้อบังคับ สถานที่

ผู้ต้องโทษกักขัง สถานที่ผู้นั้นเอง / ผู้อื่นที่ยินยอมรับผู้นั้นไว้ = จะดำเนินอาชีพตนในสถานที่ดังกล่าวได้ ( ศาลกำหนด งข. อย่างใดได้ )

ระหว่างโดนกักขัง ( ม. 23 3 เดือน ) = ความปรากฏแก่ศาลเอง / ปรากฏตามคำแถลงพนักงานอัยการ - ผู้ควบคุมดูแลสถานที่กักขัง


1. ผู้ต้องโทษกักขัง = ฝ่าฝืนระเบียบ / ข้อบังคับ / วินัย สถานที่กักขัง
2. ผู้ต้องโทษกักขัง = ไม่ปฏิบัติตาม งข. ที่ศาลกำหนด
3. ผู้ต้องโทษกักขัง = ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก
*** ศาลอาจเปลี่ยนโทษกักขังเป็นจำคุก ( กำหนดเวลาที่ศาลเห็นสมควร ) แต่ไม่เกินเวลากักขังที่จะต้องได้รับต่อไป ****

ปรับ

ต้องโทษปรับ = ชำระตามจำนวนในคำพิพากษาต่อศาล

ต้องโทษปรับ + ไม่ชำระใน 30 วันนับแต่ศาลพิพากษา ถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ / กักขังแทนค่าปรับ
( เห็นว่าจะหลีกเลี่ยง = สั่งเรียกประกัน / กักขังแทนค่าปรับ ไปพลางก่อนได้ )
ว.2 = ว.2 ของมาตรา 24 มินำมาใช้ ( กักขังที่อยู่อาศัยของเขาเอง / ผู้อื่นเขายินยอม )

กักขังแทนค่าปรับ หลัก 200 / 1 วัน + ห้ามกักขังเกิน 1 ปี ( กระทงเดียวหรือหลายกระทง )
เว้น ปรับเกิน 80000 บาท = เรียกประกัน / กักขังแทนค่าปรับ 1 ปี ไม่เกิน 2 ปี ได้
ว.2 = การคำนวณ นับวันเริ่มกักขังรวมเข้าด้วย + นับเป็น 1 วันเต็ม ( ไม่สน ชม. )
ว.3 = ถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา หักวันที่ถูกคุมขังออกจากเงินค่าปรับ ( 200 / 1 วัน ) เว้นแต่ โดนจำคุกและปรับ
1. หักวันที่คุมขังออกจากเวลาจำคุก ( ม.22 )
2. เหลือแล้วมาหักออกจากเงินค่าปรับ
ว.4 = ถูกกักขังแทนค่าปรับครบกำหนดแล้ว ปล่อยตัวในวันถัดจากวันที่ครบกำหนด / ถ้านำเงินค่าปรับมาชำระครบแล้วปล่อยเลย
( แทนค่าปรับ )
ปรับไม่เกิน 80000 + มิใช่นิติบุคคล + ไม่มีเงินจ่าย ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดี ขอทำงานบริการสังคม / ทำงานสาธารณะประโยชน์
ว.2 = พิจารณาคำร้องว. แรก = ฐานะการเงิน + ประวัติ + สภาพความผิด สมควรก็ได้
( ภายใต้การดูแล พนง.คุมประพฤติ / จนท.รัฐ / หน่วยงานของรัฐ / องค์การมีวัตถุประสงค์บริการสังคม – การกุศล )
ว.3 = ให้ทำงานสังคมแทน ศาลกำหนดลักษณะ / ประเภทของงาน / ผู้ดูแล ฯ ( ดูเอง ) + ศาลกำหนดเงื่อนไขอย่างใดเพื่อแก้ไขป้องกันก็ได้
ว.4 = ความปรากฏแก่ศาล พฤติการณ์ทำงานบริการสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป ( ศาลแก้ไขได้ )
ว.5 = กำหนดให้ทำงานแทน นำมาตรา 30 มาใช้อนุโลม + ศาลมิได้กำหนดให้ทำงานติดต่อกันไป ( ต้องอยู่ภายใน 2 ปี นับแต่เริ่มทำงาน )
ว.6 = เพื่อปย. กำหนดชั่วโมงตามวรรค 3 ประธานศาลฎีกาออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรมกำหนดชั่วโมงที่ถือ
เป็น 1 วันทำงาน

ภายหลังศาลอนุญาตให้ทำงานแล้ว ( ความปรากฏแก่ศาลเอง / คำแถลงของโจทก์ / จพง ) มีเงินพอชำระค่าปรับในเวลายื่นคำร้องขอทำงาน
ฝ่าฝืน / ไม่ปฏิบัติตาม


ศาลเพิกถอนคำสั่งอนุญาต + ปรับ / กักขังแทนค่าปรับ
( หักจำนวนวันทำงานออกจากค่าปรับได้ )
ว.2 = ระหว่างทำงานเกิดไม่อยากทำต่อ ขอเปลี่ยนเป็นรับโทษปรับ / กักขังแทนค่าปรับ ( ศาลอนุญาต = หักวันทำงานออกจากค่าปรับ )

คำสั่ง 2 มาตรา ( ทำงาน ) ให้เป็นที่สุด

ศาลจะปรับ ( หลายคน + ความผิดอันเดียวกัน + กรณีเดียวกัน ) ลงโทษปรับเรียงตามรายตัวบุคคล

ริบทรัพย์สิน

ทรัพย์สินใด กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใด ทำ / มี ไว้เป็นความผิด = ให้ริบเสีย + มีอำนาจดังนี้ด้วย 1. ได้ใช้ + มีไว้เพื่อทำผิด
2. ได้มาโดยการทำผิด
ว.2 = เว้นทรัพย์ของผู้อื่นที่ มิได้รู้เห็นเป็นใจในการทำผิด

บรรดาทรัพย์สิน 1. ได้ให้ในมาตรา 143 144 149 150 167 201 202 ให้ริบ เว้นทรัพย์ผู้อื่นที่มิได้รู้เห็นเป็นใจในการทำผิด
2. ได้ให้เพื่อจูงใจบุคคลกระทำความผิด / รางวัลในการทำผิด

ทรัพย์ที่ให้ริบ หลัก ตกเป็นของแผ่นดิน
เว้น ทำให้ทรัพย์สินใช้ไม่ได้ / ทำลายทรัพย์สินนั้นเสียได้

ศาลสั่งริบไปแล้ว ปรากฏภายหลังเจ้าของที่แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจในการทำผิด ศาลสั่งคืน
ถ้าทรัพย์อยู่กับ จพง. คำเสนอต้องภายใน 1 ปี
( นับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด )

ผู้ที่ศาลสั่งให้ส่งทรัพย์สินที่ริบ ไม่ส่งภายในเวลาที่ศาลกำหนด ศาลมีอำนาจสั่งดังนี้ 1. ยึดทรัพย์สิน
2. ให้ชำระราคาสั่งยึดทรัพย์อื่นของผู้นั้นชดใช้ราคาจนเต็ม
3. ศาลเห็นว่าส่งได้แต่ไม่ส่ง / ชำระได้แต่ไม่ชำระ


กักขังจนกว่าจะทำตาม แต่ไม่เกิน 1 ปี
ถ้าภายหลังปรากฏแก่ศาลเอง / คำเสนอผู้นั้น ผู้นั้นไม่สามารถส่งทรัพย์สิน / ชำระราคาได้ = ปล่อยตัวก่อนครบกำหนดได้

*** โทษระงับไปด้วยความตายของผู้ทำผิด ***

วิธีการเพื่อความปลอดภัย

มีดังนี้ 1. กักกัน
2. ห้ามเข้าเขตกำหนด
3. เรียกประกันทัณฑ์บน
4. คุมตัวไว้ในสถานพยาบาล
5. ห้ามประกอบอาชีพบางอย่าง

กักกัน

กักกัน คือ ควบคุมผู้ทำผิดติดนิสัยในเขตกำหนด ( ป้องกันการทำผิด + ดัดนิสัย + ฝึกอาชีพ )

เคยถูกศาลพิพากษากักกันมาแล้ว ความผิดดังนี้ 1. สงบสุข ม.209-216
เคยถูกจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน 2. ภยันตราย ม.217-224
3.เงินตรา ม.240-246
4. เพศ ม.276-286
5. ชีวิต ม.288-290 และ มาตรา 292-294
6. ร่างกาย ม.295-299
7. เสรีภาพ ม.309-320
8. ทรัพย์ ม.334-340 และ มาตรา 354 357
ว.2 = ภายใน 10 ปี นับแต่พ้นกักกัน / โทษ ( ทำผิดที่ระบุอีก + ศาลพิพากษาจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ) ติดนิสัย
( กักกันไม่น้อยกว่า 3 ปี + ไม่เกิน 10 ปีได้ )

ว.3 = ทำผิดยังไม่เกิน 17 ปี มิให้ถือเป็นความผิดที่จะมาพิจารณากักกันตามมาตรานี้

การคำนวณ ( กักกัน ) เริ่มวันที่ศาลพิพากษาเป็นวันเริ่มกักกัน แต่ มีโทษจำคุก / กักกันที่รับอยู่ ก็รับไปก่อน + นับวันพ้นเป็นวันเริ่มก.ก
ว.2 = ระยะเวลากักกัน / การปล่อยตัว ม.21 ใช้บังคับอนุโลม ( 1 วันเต็ม / 30 วัน / ปีปฏิทินราชการ )

การฟ้องให้กักกัน = หน้าที่อัยการ + ขอรวมไปในฟ้อง ( มูลเกิดอำนาจขอให้กักกัน ) / ฟ้องภายหลังก็ได้

ห้ามเข้าเขตกำหนด

คือ ห้ามเข้าไปในท้องที่ / สถานที่ที่กำหนดในคำพิพากษา

เมื่อพิพากษา + เห็นสมควรเพื่อความปลอดภัยประชาชน ( ไม่ว่ามีคำขอหรือไม่ ) สั่งในคำพิพากษาว่าเมื่อพ้นโทษห้ามเข้าเขตไม่เกิน 5 ปี

เรียกประกันทัณฑ์บน

ความปรากฎแก่ศาล ( ข้อเสนออัยการ ) ผู้ใดจะก่อเหตุร้าย ( บุคคล / ทรัพย์สิน ) ในการพิจารณาความผิดใด


ถ้าศาลไม่ลงโทษ แต่ ผู้ถูกฟ้องน่าจะก่อเหตุร้าย ให้สั่งทำทัณฑ์บนไว้
ไม่เกิน 5000 บาท ไม่เกิน 2 ปี + มีประกันด้วยหรือไม่ก็ได้

ว.2 = ผู้นั้นไม่ยอมทำ สั่งกักขังจนกว่าจะทำ / หรือหาประกันได้ ( กักขังไม่เกิน 6 เดือน ) / สั่งห้ามเข้าเขตกำหนด
ว.3 = เด็กไม่เกิน 17 มิอยู่ในบังคับตามมาตรานี้

ผู้ทำผิดทัณฑ์บน ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นชำระเงินไม่เกินจำนวนในทัณฑ์บน ถ้าไม่ชำระ เอามาตรา 29 30 ( เรื่องปรับ ) มาใช้


คุมตัวไว้ในสถานพยาบาล

ศาลเห็นว่า การปล่อยตัว ( ผู้มีจิตบกพร่อง / ฟั่นเฟือน ที่ไม่ต้องรับโทษ / ลดโทษ ) ไม่ปลอดภัยกับประชาชน = คุมไว้ในสถานพยาบาลได้
( คำสั่งนี้เพิกถอนเมื่อใดก็ได้ )

ศาลลงจำคุก / รอลงโทษ / รอกำหนดโทษ ทำความผิดเกี่ยวเนื่องการเสพสุราเป็นอาจิณ / ยาเสพติด
ศาลกำหนดในคำพิพากษาต้องไม่เสพ สุรา / ยาเสพติด ( อย่างใด / ทั้งสอง )
ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันพ้นโทษ / วันปล่อยตัวเพราะรอกำหนดโทษ / รอการลงโทษ
ว.2 = บุคคลในวรรคแรกไม่ทำตาม ส่งไปคุมที่สถานพยาบาล ( ไม่เกิน 2 ปี )

ห้ามประกอบอาชีพบางอย่าง

เมื่อศาลพิพากษาลงโทษ + เห็นว่าความผิดที่ทำอาศัยโอกาสจากการประกอบอาชีพ / วิชาชีพ + ให้ทำต่อคงทำผิดอีก

ศาลสั่งในคำพิพากษาห้ามประกอบอาชีพ / วิชาชีพนั้นอีก
ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ





เพิ่มโทษ / ลดโทษ / รอการลงโทษ

การเพิ่มโทษ มิให้เพิ่มถึงประหารชีวิต / จำคุกตลอดชีวิต / เกิน 50 ปี

การลดโทษประหาร ( ลดมาตราส่วน / ลดโทษที่จะลง ) ลดดังนี้ 1. ลด 1 ใน 3 ให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต
2. ลดกึ่งหนึ่ง ให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือ 25 -50 ปี
การลดโทษจำคุกตลอดชีวิต ( ลดมาตราส่วน / ลดโทษที่จะลง ) จำคุก 50 ปี

การคำนวณเพิ่ม / ลด ตั้งกำหนดโทษก่อนแล้วค่อยเพิ่ม / ลด *** ถ้ามีทั้งเพิ่ม + ลด = ให้เพิ่มก่อนแล้วค่อยลดจากผลที่เพิ่ม ***
ถ้าส่วนที่เพิ่ม ( เท่ากับ / มากกว่า ) ที่จะลด + ศาลเห็นสมควรไม่เพิ่มไม่ลดก็ได้

โทษจำคุกที่โดน 3 เดือนหรือน้อยกว่า ศาลจะกำหนดโทษจำคุกให้น้อยลงอีกก็ได้
โทษจำคุกที่โดน 3 เดือนหรือน้อยกว่า + มีโทษปรับด้วย ศาลจะกำหนดโทษจำคุกให้น้อยลงอีกก็ได้ / ยกโทษจำคุกเสียปรับอย่างเดียว

ทำผิดโทษจำคุก + ลงไม่เกิน 3 ปี + ไม่เคยโดนมาก่อน ศาลคำนึง อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา
เคยแต่ประมาท / ลหุโทษ การศึกษา สภาพความผิด เหตุปราณี


ศาลพิพากษาผู้นั้น มีความผิดแต่รอกำหนดโทษไว้ / กำหนดโทษแต่รอการลงโทษ
กลับตัวในเวลาที่ศาลกำหนด ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ศาลพิพากษา + กำหนด งข. คุมความประพฤติด้วยหรือไม่ก็ได้
ว.2 = งข. คุมความประพฤติ ข้อเดียว / หลายข้อ ดังนี้
1. ไปรายงานตัว จพง.ที่ศาล ครั้งคราว ( จพง. สอบถาม / แนะนำ / ช่วยเหลือ / ตักเตือน ตวามประพฤติ + การประกอบอาชีพ
จัดให้ทำกิจกรรมบริการสังคม / สาธารณประโยชน์ จพง. เห็นสมควร )
2. ฝึกหัด / ทำงานอาชีพกิจจะลักษณะ
3. ละเว้นการคบหาสมาคม / ประพฤติสู่การทำผิดอีก
4. บำบัดรักษายาเสพติดให้โทษ ( บกพร่องทางกาย / ใจ / เจ็บป่วยอย่างอื่น ณ สถานที่ + เวลาที่ศาลกำหนด )
5. งข. อื่นๆ ที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อแก้ไขฟื้นฟู / ป้องกันไม่ให้ทำผิดอีก / มีดอกาสทำผิดอีก )
ว.3 = งข. ข้างบน ภายหลังความปรากฏแก่ศาลตามคำขอผู้ทำผิด / ผู้แทนโดยชอบธรรม / ผู้อนุบาล / อัยการ / จพง.


พฤติการณ์ผู้ทำผิดเปลี่ยนแปลงไป ศาลเห็นสมควร = แก้ไข / เพิกถอนข้อหนึ่งข้อใดได้ / กำหนดงข. ที่มิได้กำหนดเพิ่มได้

ความปรากฏแก่ศาล / ความปรากฏตามคำแถลงของอัยการ / จพง. ว่า ผู้กระทำไม่ปฎิบัติตาม งข. ในม.56

ศาลตักเตือนผู้ทำผิด / กำหนดการลงโทษที่ยังไม่ได้กำหนด / ลงโทษซึ่งรอไว้นั้นได้

ความปรากฏแก่ศาล / ความปรากฏตามคำแถลงของอัยการ / จพง. ว่า ภายในเวลามาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้ทำผิดโทษจำคุก
*** ศาลพิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษคดีหลัง *** ( มิใช่ประมาท / ลหุโทษ )
ศาลพิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษในคดีก่อนเข้ากับคดีหลัง
( ภายในเวลา ม.56 ถ้าไม่ได้ทำผิดตามวรรคแรก = พ้นกำหนดโทษ / รอ )


วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ย่อตัวบทแพ่ง

ข้อ ๑ ทรัพย์ – ที่ดิน (ม.137-148,1298-1434)
ม.144 ส่วนควบ คือส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์ / โดยจารีตประเพณี เป็นสาระสำคัญของทรัพย์ + ไม่อาจแยกจากกันได้ นอกจากทำลาย ทำให้บุบสลาย ทำให้เปลี่ยนรูปทรงไป
ว.2 เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบ
ม.146 ทรัพย์ซึ่งติดอยู่กับที่ดิน / โรงเรือนเพียงชั่วคราว ไม่เป็นส่วนควบ รวมถึงโรงเรือน / สิ่งปลูกสร้างซึ่งมีสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่น
ม.1298 ทรัพยสิทธิทั้งหลาย จะก่อตั้งขึ้นได้ด้วยอาศัยอำนาจในประมวลกฎหมายนี้ / กฎหมายอื่น
ม.1299 การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังฯ/ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาฯไม่บริบูรณ์ เว้นแต่จะทำเป็นหนังสือ+จดทะเบียน
ว.2 การได้มาซึ่งอสังฯ/ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังฯ ดดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ถ้ามิได้จดทะเบียน จะมีการเปลี่ยนแปลง ทางทะเบียนมิได้ และมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้รับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน + สุจริต + จดทะเบียน
ม.1300 ถ้าได้จดทะเบียนการโอนอสังฯ / ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังฯเป็นทางเสียเปรียบแก่อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนได้ก่อน บุคคลนั้นอาจเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนนั้นได้ เว้นแต่การโอนอันมีค่าตอบแทน + ผู้รับโอนสุจริต
ม.1304 สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมถึงทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดินซึ่งได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ / สงวนไว้ใช้ร่วมกัน (1) ที่รกร้างว่างเปล่า (2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน (3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ
ม.1308 ที่ดินแปลงใดที่งอก ที่งอกย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น
ม.1330 ผู้ซื้อทรัพย์โดยสุจริตจากการขายทอดตลาดมิเสียไป แม้ภายหลังพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ของจำเลย / ลูกหนี้
ม.1332 ผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตในการขายทอดตลาด / ในท้องตลาด / จากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ไม่ต้องคืนให้แก่เจ้าของที่แท้จริง เว้นแต่เจ้าของที่แท้จริงจะชดใช้ราคาที่ซื้อมา
ม.1336 ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอย + จำหน่าย + ได้ดอกผล + ติดตามเอาคืน + ขัดขวาง
ม.1349 ที่ดินแปลงใดที่มีที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบจนไม่มีทางออกสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านทางที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะก็ได้ ทั้งนี้ต้องพอควรแก่ความจำเป็น / เสียหายน้อย / สร้างถนนก็ได้ แต่ต้องใช้ราคาแทน
ม.1375 ถ้าผู้แย่งการครอบครองโดยมิชอบ มีสิทธิจะได้คืนซึ่งการครอบครองโดยต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง เว้นแต่อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเหนือทรัพย์สินดีกว่า
ม.1377 ผู้ครอบครองสละเจตนาครอบครอง / ไม่ยึดถือทรัพย์สินต่อไป การครอบครองย่อมสิ้นสุดลง
ว.2 ถ้าเหตุชั่วคราวมาขัดขวางมิให้ครอบครอง / ยึดถือ การครอบครองย่อมไม่สิ้นสุดลง
ม.1378 การโอนไปซึ่งการครอบครองย่อมทำได้โดยส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครอง
ม.1381 บุคคลใดยึดถือแทนผู้ครอบครอง จะเปลี่ยนแปลงการยึดถือได้ก็แต่โดยบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือต่อไป
ม.1382 บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้ โดยสงบ + เปิดเผย + ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังฯ ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นระยะเวลา 10 ปี ถ้าเป็นสังหาฯ ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นระยะเวลา 5 ปี บุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์
ม.1385 การโอนการครอบครองแก่กัน ผู้รับโอนจะนับเวลาซึ่งผู้โอนครอบครองอยู่ก่อนนั้น รวมเข้ากับเวลาครอบครองของตนก็ได้
ม.1387 อสังฯอาจต้องตกอยู่ในภารจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน/ต้องงดเว้นการใช้สิทธิ์บางอย่าง เพื่อประโยชน์แก่อสังหาฯอื่น
ม.1401 ภารจำยอมอาจได้มาโดยอายุความ 10 ปี
ข้อ ๒ , ๓ นิติกรรม สัญญา หนี้ ละเมิด
ม.150 การใดมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัย/ขัดต่อความสงบเรียบร้อย /ศีลธรรมอันดีเป็นโมฆะ
ม.152 การใดมิได้ทำแบบที่กฎหมายบังคับ การนั้นเป็นโมฆะ
ม.153 การใดมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกำหมายว่าด้วยความสามารถของบุคคล การนั้นเป็นโมฆียะ
ม.169 การแสดงเจตนาต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า มีผลนับแต่เวลาที่เจตนาไปถึงผู้รับ แต่ถ้าได้บอกถอนก่อน/พร้อมกันเป็นอันไร้ผล
ม.354 คำเสนอบ่งระยะเวลาไม่อาจถอนได้ภายนะระยะเวลาที่บ่ง
ม.357 คำเสนอที่บอกปัดไปยังผู้เสนอแล้ว/ มิได้สนองภายในระยะเวลาที่กำหนดเป็นอันสิ้นความผูกพัน
ม.358 คำบอกกล่าวสนองมาถึงถึงล่วงเวลา แต่ประจักษ์ว่าได้ส่งโดยทางการซึ่งปกติจะมาถึงภายในกำหนด ผู้เสนอต้องบอกแก่คู่กรณีโดยพลันว่ามาถึงช้า เว้นแต่ได้บอกก่อนแล้ว
ม.360 มาตรา 169ว.2 มิให้ใช้คำบังคับถ้าหากขัดเจตนาอันผู้เสนอได้แสดง/หากว่าก่อสนองรับนั้น อีกฝ่ายหนึ่งรู้แล้วว่าผู้เสนอตาย
ม.361 สัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างไกลกัน ย่อมเกิดเป็นสัญญาขึ้นเมื่อคำบอกกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ
ว.2 ถ้าตามเจตนาอันผู้เสนอได้แสดง/ตามประเพณีไม่จำเป็นต้องมีคำสนอง สัญญาเกิดเมื่อมีการอันใดอันหนึ่งขึ้น อันพึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาสนองรับ
ม.366 ข้อความใดๆ แห่งสัญญาอันคู่สัญญาแม้เพียงฝ่ายเดียว ได้แสดงไว้เป็นสาระสำคัญอันจะต้องตกลงกันทุกข้อนั้น
หากคู่สัญญายังไม่ตกลงกันได้หมดทุกข้อ เมื่อสงสัย ถือว่ายังไม่มีสัญญาต่อกัน ไม่ผูกพัน
ว.2 ถ้าได้ตกลงกันว่าสัญญาจะต้องทำกันเป็นหนังสือ เมื่อสงสัย ถือว่ายังไม่มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำเป็นหนังสือ
ม.370 ถ้าสัญญาต่างตอบแทน มีวัตถุประสงค์เป็นการก่อให้เกิด/ โอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง และทรัพย์นั้นสูญหาย/เสียหายไปด้วยเหตุใด อันจะลงโทษลูกหนี้มิได้ การสูญหาย/เสียหายนั้นตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้
ว.2 ถ้าไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่งให้ใช้บังคับเมื่อทรัพย์นั้นกลายเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง ตามม.195ว.2
ม.372 ถ้าการชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัยอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิได้ ลูกหนี้ไม่มีสิทธิได้รับการชำระหนี้ตอบแทน
ว.2 ถ้าการชำระตกเป็นพ้นวิสัย อันจะโทษเจ้าหนี้ได้ ลูกหนี้ก็ไม่เสียสิทธิที่จะรับชำระหนี้ตอบแทน แต่ถ้าลูกหนี้ ได้อะไรไว้เพราะการปลดหนี้ / ความสามารถของตนเป็นเหตุให้ได้มา / แกล้งละเลยไม่ขวนขวายมากน้อยเท่าใดจะต้องนำเอามาหักกับจำนวนอันตนจะได้รับชำระหนี้ตอบแทน รวมถึงกรณีที่การชำระหนี้อันฝ่ายหนึ่งค้างอยู่เป็นพ้นวิสัย
ม.377 เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ถือว่ามัดจำนั้นเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว
อนึ่งมัดจำย่อมเป็นประกันการที่จะปฎิบัติตามสัญญานั้นด้วย
ม.378 มัดจำถ้ามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (2) ให้ริบ ถ้าฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ / การชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยซึ่งฝ่ายนั้นต้องรับผิด/ ถ้าการเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายนั้น
ม.380 ถ้าลูกหนี้ได้สัญญาไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับนั้นแทนการชำระหนี้ก็ได้ แต่ถ้าเจ้าหนี้แสดงต่อลูกหนี้ว่าจะเอาเบี้ยปรับแล้ว ก็เป็นอันขาดสิทธิเรียกร้องชำระหนี้อีกต่อไป
ว.2 ถ้าสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายก็ได้
ม.381 ถ้าลูกหนี้ได้สัญญาไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง นอกจากเรียกให้ชำระหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นอีกด้วยก็ได้
ว.2 ถ้าเจ้าหนี้มสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลหนี้ไม่ถูกต้อง ให้บังคับตามมาตรา 380 ว.2
ว.3 ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้บอกสงวนสิทธิไว้ในเวลารับชำระหนี้
ม.382 ถ้าสัญญาว่าจะทำการชำระหนี้อย่างอื่น ให้เป็นเบี้ยปรับไม่ใช้เงิน ให้นำมาตรา 379-381 มาใช้บังคับ แต่ถ้าเจ้าหนี้เรียกเอาเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเป็นอันหมดไป
ม.387 ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าฝ่ายนั้นไม่ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนดอีกฝ่ายจะเลิกเสียก็ได้
ม.388 ถ้าวัตถุที่ประสงค์แห่งสัญญานั้น ว่าโดยสภาพ/เจตนาที่คู่สัญญาแสดงไว้จะเป็นผลสำเร็จได้ก็แต่ด้วยการชำระหนี้ภายในระยะเวลา และระยะเวลานั้นได้ล่วงพ้นไปแล้ว อีกฝ่ายจะบอกเลิกสัญญาเสียโดยมิพักต้องบอกกล่าว
ม.389 ถ้าการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยทั้งหมดหรือบางส่วน อันจะโทษลูกหนี้ได้ เจ้าหนี้จะเลิกสัญญานั้นเสียก็ได้
ม.391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม แต่ทั้งนี้จะให้เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
ว.2 ส่วนเงินอันจะใช้คืนนั้น บวกดอกเบี้ยเข้าไปด้วยได้ ตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้
ว.4 การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย
-การถอนฟ้องเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่ง เป็นการร้องทุกข์มิใช่นิติกรรม
-การรับฝากเงินผู้รับฝากต้องเป็นธนาคาร ตามกฎหมาย มิฉะนั้นตกเป็นโมฆะ แต่ทั้งสองฝ่ายต้องรู้ว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ ฝ่ายเดียวรู้ก้ไม่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ ผู้ฝากมิสิทธิเรียกเอาเงินคืน
-ดอกเบี้ย แยกส่วนที่สมบูรณ์ออก จากส่วนที่เป็นโมฆะได้
-คนต่างด้าวซื้อที่ดินให้จำเลยเป็นผู้รับโอนแทน นิติกรรมเป็นโมฆะ เฉพาะที่ดิน ส่วนสิ่งปลูกสร้างไม่เป็นโมฆะ
-คนต่างด้าวซื้อที่ดิน โดยขออนุญาต รมต. นิติกรรมไม่เป็นโมฆะ แต่ ถ้าไม่ได้รับอนุญาต ถือว่าการชำระหนี้เป็นอันพ้นวิสัย
***หลักการวินิจฉัย ดูว่า โมฆะหรือไม่ให้ดูเจตนาแรกที่ตกลงทำนิติกรรม หากเจตนาแรกไม่ขัดต่อกฎหมายใด ๆ นิติกรรมมีผลสมบูรณ์ แต่จะปฎิบัติได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบส่วนต่าง ๆ ที่เข้ามาภายหลัง
-ตกลงยุติข้อพิพาท อาญาแผ่นดินเป็นโมฆะ ส่วนตัวบังคับได้
-ถอนฟ้อง ช่วยเบิกความไปในทางเป็นผลดีแก่รูปคดี อาญาแผ่นดินโมฆะ
-หากเพียงแต่ตกลงแถลงต่อศาล ว่าได้รับชำระค่าสินไหมทดแทน แล้ว หรือเยียวยาความเสียหายเบื้องต้นแล้ว ไม่เป็นโมฆะ
-ยุยงส่งเสริมให้เป็นความกัน ซื้อขายความกัน รับส่วนแบ่งจากทรัพย์สินของลูกความ เว้นแต่หากมีส่วนได้เสียอยู่แล้ว เพียงแต่ออกเงินทดรองให้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่เป็นโมฆะ
-นิติกรรม ห้ามประกอบอาชีพบางอย่าง ต้องมีระยะเวลากำหนด หรืออาชีพกำหนดชัดเจน หากไม่กำหนดระยะเวลา อาชีพไม่ชัดเจน นิติกรรมเป็นโมฆะ
-ซื้อภริยา หากนำ ญ มาเป็นภริยา เป็นโมฆะ แต่หากเป็นภริยาแล้ว ตกลงเลิกกันให้ค่าตอบแทนการมาอยู่กินผลสมบูรณ์
-อุ้มบุญ นิติกรรมเป็นโมฆะ ขัดกับหน้าที่ของมารดา
-คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ ต้องได้รับคำสั่งจากศาล หาก ยังไม่ได้รับ เป็นคนวิกลจริต
หนี้
ม.215 เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ให้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ เจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายก็ได้
ม.217 ลูกหนี้จะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในระหว่างเวลาที่ตนผิดนัด ทั้งจะต้องรับผิดชอบในการที่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะอุบัติเหตุอันเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ตนผิดนัดด้วย เว้นแต่ความเสียหายนั้นถึงแม้ตนจะได้ชำระทันเวลากำหนดก็คงต้องเสียหายอยู่นั้นเอง
ม.218 ถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย ซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบแล้ว ลูกหนี้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้
ว.2 ในกรณีการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพียงบางส่วน ถ้าหากส่วนที่ยังไม่พ้นวิสัยเป็นอันไร้ประโยชน์แก้เจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้จะไม่ยอมรับส่วนนั้นก็ได้ และเรียกค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดที่เดียวก็ได้
ม.219 ถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนั้น ลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้น
ว.2 ถ้าภ่ยหลังที่ได้ก่อหนี้ลูกหนี้กลายเป็นคนไม่สามารถชำระหนี้ได้ให้ถือเสมือนว่าการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัย
ม.321 หนี้เงินอันจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่กัน จะคิดดอกเบี้ยในระหว่างเจ้าหนี้ผิดนัดไม่ได้
ม.341 บุคคล 2 คน ต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้ อันมีวัตถุประสงค์เป็นอย่างเดียวกัน + หนี้ทั้ง 2 รายถึงกำหนดชำระฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหักกลบลบหนี้เท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง
ละเมิด
ม.420 ผู้ใดจงใจ/ประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ชีวิตร่างกายอนามัยทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
ม.421 การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้แก่ความเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น เป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย
ม.425 นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง
ม.426 นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคบภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้กระทำไปนั้น มีสิทธิไล่เบี้ยได้จากลูกจ้าง
ม.427 บทบัญญัติ มาตรา 425 , 426 ให้ใชบังคับแก่ตัวการและตัวแทนโดยอนุโลม
ม.428 ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่จ้าง เว้นแต่ ผู้ว่าจ้างมีส่วนผิดในการงานที่สั่งให้ทำ / ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ / ในการเลือกหาผู้รับจ้าง
ม.429 บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเป็นผู้เยาว์ / วิกลจริต ก็ยังคงต้องรับผิดในผลละเมิดที่ตนกระทำละเมิด บิดามารดา / ผู้อนุบาล/ย่อมต้องรับผิดร่วมกับเขาด้วย เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยยู่นั้น
ม.437 บุคคลใดครอบครอง/ควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใดๆ อันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายอันเกิดจากยานพาหนะนั้น เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นจากเหตุสุวิสัย/ความผิดของผู้เสียหาย
ม.448 สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่รู้ถึง+รู้ตัว / 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ทำละเมิด
ข้อ ๔ ซื้อขาย,เช่าทรัพย์,เช่าซื้อ
ม.456 การซื้อขายอสังหาฯถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือ+จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ รวมถึงซื้อขายเรือกำปั่น/เรือมีระวางตั้งแต่ 6 ตันขึ้นไป/เรือกลไฟ/เรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไป / ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย
ว.2 อนึ่งสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์สินดังว่ามานี้ /คำมั่นในการซื้อขายทรัพย์เช่นว่านี้ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ /มิได้วางประจำ/ชำระหนี้บางส่วน ท่านว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่
ว.3 ตามว.2 ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงซื้อขายกันมีราคา 2,000 บาท/กว่านั้นขึ้นไปด้วย
ม.491 ขายฝาก คือสัญญาซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืน
ม.492 กรณีที่มีการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดในสัญญา / ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด / ผู้ไถ่ได้วางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภายในระยะเวลาการไถ่โดยสละสิทธิถอนทรัพย์ที่ได้วางไว้ ให้ทรัพย์สินซึ่งขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่ / วางทรัพย์อันเป็นสินไถ่
ม.494 ห้ามมิให้ไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากเมื่อพ้นกำหนด (1)10 ปี สำหรับอสังฯ (2) 3 ปีสำหรับ สังหาฯ
ม.496 กำหนดเวลาไถ่อาจทำสัญญาขยายได้ แต่รวมกันแล้วถ้าเกินมาตรา 494 ให้ลดลงมาเป็นกำหนดตามม.494
ว.2 การขยายเวลาไถ่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ ถ้าเป็นทรัพย์สินที่ต้องทำเป็นหนังสือ+จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ห้ามมิให้ยกการขยายเวลาไถ่เป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน+สุจริต+จดทะเบียนแล้ว
เว้นแต่ จะได้ทำหนังสือ/หลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าวไปจดทะเบียน/จดแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ม.499 สินไถ่ ถ้าไม่ได้กำหนดกันไว้เท่าใด ให้ไถ่ตามราคาที่ขายฝาก
ว.2. ถ้าปรากฎในเวลาไถ่ว่าสินไถ่/ราคาที่ขายฝากที่กำหนดสูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้ไถ่ตามราคาขายฝากที่แทนจริง+ประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี
ม.502 บุคคลผู้ไถ่ย่อมได้รับคืนไปโดยปลอดสิทธิใด ๆ ซึ่งผู้ซื้อเดิม/ทายาท/ผู้รับโอน ก่อให้เกิดขึ้นก่อนเวลาไถ่
ว.2 การเช่าทรัพย์ที่อยู่ในระหว่างการขายฝากอันได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว การเช่นนั้นหากมิได้ทำขึ้นเพื่อจะให้เสียหายแก่ผู้ขายฝาก กำหนดเวลาการเช่าเหลืออยู่เพียงใดก็คงให้สมบูรณ์ แต่มิให้เกินกว่า 1 ปี
เช่าทรัพย์
ม.537 เช่าทรัพย์ คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้เช่า ได้ใช้/ได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด +ผู้เช่าตกลงจะชำระค่าเช่า
ม.538 เช่าอสังฯถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่าเกินกว่า 3 ปี หรือตลอดอายุผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า หากมิได้ทำเป็นหนังือ+จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะฟ้องร้องบังคับกันได้เพียง 3 ปี
ม.549 การส่งมอบทรัพย์สินที่เช่า/ความรับผิดของผู้ให้เช่าในกรณีชำรุดบกพร่อง+ รอนสิทธิ / ผลแห่งสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดเหล่านี้ ให้นำซื้อขายมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ม.560 ถ้าผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่า ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้
ว.2 ถ้าค่าเช่าพึงส่งเป็นรายเดือนหรือกว่านั้น ผู้ให้เช่าต้องบอกกล่าวแก่ผู้เช่าก่อนว่าจะให้ชำระค่าเช่าภายในเวลาใด ซึ่งพึงกำหนดอย่างให้น้อยกว่า 15 วัน
ม.569 สัญญาเช่าอสังฯย่อมไม่ระงับไปเพราะเหตุแห่งการโอนกรรมสิทธิ์ ทรัพย์สินซึ่งให้เช่า
ว.2 ผู้รับโอนย่อมรับไปทั้งสิทธิ+หน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่านั้นด้วย
ม.570 เมื่อสิ้นสัญญาเช่า ถ้าผู้เช่ายังครองทรัพย์อยู่+ผู้ให้เช่ารู้แล้วไม่ทักท้วง ถือว่าคู่สัญญาได้ทำสัญญาใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดระยะเวลา
เช่าซื้อ
ม.572 เช่าซื้อ คือสัญญา ซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า + ให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น/จะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิของผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินจำนวนหนึ่ง
ว.2 สัญญาเช่าซื้อ ถ้าไม่ได้ทำเป็นหนังสือ เป็นโมฆะ
ม.573 ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาในเวลาหนึ่งเวลาใดก็ได้ ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่เจ้าของ
ม.574 ในกรณีผิดนัดไม่ใช้เงิน2 คราวติด ๆ กัน/กระทำผิดสัญญาในข้อสำคัญ เจ้าของทรัพย์สินจะบอกเลิกสัญญาเสียก้ได้
บรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้ว ให้ริบเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน +เจ้าของมีสิทธิกลับเข้าครองทรัพย์สินนั้น
ว.2 ในกรณีกระทำผิดสัญญาเพราะผิดนัดไม่ใช้เงินในคราวสุดนั้น เจ้าของทรัพย์สิน ชอบที่จะริบบรรดาเงินที่ได้ใช้มาแต่ก่อน + กลับเข้าครองทรัพย์สินได้ ต่อเมื่อระยะเวลาใช้เงินได้พ้นกำหนดไปอีกหนึ่งงวด
ข้อ ๕. ยืม ค้ำประกัน จำนอง จำนำ
ม.643 ทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น ถ้าผู้ยืมเอาไปใช้การอย่างอื่น นอกจากการอันเป็นปกติ / นอกจากการอันปรากฎในสัญญา /เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอย/เอาไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ ท่านว่าผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุทรัพย์สินนั้นสูญหาย/บุบสลาย แม้จะเป็นเหตุสุดวิสัย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าอย่างไรทรัพย์สินนั้นก็คงต้องสูญหาย/บุบสลายอยู่นั้นเอง
ม.653 การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป ถ้ามิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีกันหาได้ไม่
ค้ำประกัน
ม.680 ค้ำประกัน คือ สัญญาซึ่งบุคคลภายนอก (ผู้ค้ำประกัน) ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น
ว. 2 สัญญาค้ำประกัน ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน จะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่
ม. 681 ค้ำประกันมีได้เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์
ม. 682 บุคคลจะยอมเข้าเป็นผู้รับเรือน คือ เป็นประกันของผู้ค้ำประกันอีกชั้นหนึ่งก็ได้
ว. 2 บุคคลหลายคนเข้าค้ำประกันในหนี้รายเดียวกัน ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
ม. 686 ลูกหนี้ผิดนัดเมื่อใดเจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระได้เมื่อนั้น
ม. 691 ถ้าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมไม่มีสิทธิ ตามมาตรา 688 (เกี่ยง) , 689 (พิสูจน์ว่าลูกหนี้มีเงิน) และ มาตรา 690 (ให้เจ้าหนี้บังคับจากทรัพย์ลูกหนี้ที่ยึดไว้ก่อน)
ม. 692 อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย
ม. 697 ถ้าการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดของเจ้าหนี้ เป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกัน ไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิจำนอง จำนำ บุริมสิทธิ อันได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ก่อน / ขระทำสัญญา ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดเท่าที่ตนต้องเสียหาย
ม. 699 การค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันหลายคราวไม่มีจำกัดเวลา ผู้ค้ำประกันอาจเลิกเสียคราวอนาคตก็ได้ โดยบอกกล่าวแก่เจ้าหนี้
ม. 700 ถ้าค้ำประกันอันต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอน + เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด เว้นแต่ผู้ค้ำประกันจะได้ตกลงในการผ่อนเวลาด้วย
ม. 701 ถ้าผู้ค้ำประกันขอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจำนอง
ม. 702 จำนอง คือ สัญญาซึ่งผู้จำนอง เอาทรัพย์สินตราไว้แก่ผู้รับจำนอง เป็นประกันการชำระหนี้ โดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินนั้น
ว. 2 ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้ จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ
ม. 707 ให้นำมาตรา 681 (หนี้สมบูรณ์) มาบังคับใช้ในการจำนองโดยอนุโลม
ม. 711 จะตกลงกันก่อนถึงเวลาชำระหนี้ว่า ถ้าไม่ชำระหนี้ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จำนองไม่ได้ ข้อตกลงไม่สมบูรณ์
ม. 714 สัญญาจำนองต้องทำเป็นหนังสือ + จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ม. 725 เมื่อบุคคล 2 คน / กว่านั้น ได้จำนองประกันหนี้รายเดียวกันโดยมิได้ระบุลำดับ ผู้จำนองซึ่งได้ชำระหนี้จะไล่เบี้ยคนอื่นไม่ได้
ม. 726 บุคคลหลายคนได้จำนองประกันหนี้รายเดียวกัน + ได้ระบุลำดับไว้ การที่ผู้รับจำนองยอมปลดหนี้ให้แก่ผู้จำนองคนหนึ่ง ย่อมทำให้ผู้จำนองคนหลังๆ ได้หลุดพ้นเพียงขนาดที่เขาต้องได้รับความเสียหาย
ม. 727 ถ้าบุคคลคนเดียวจำนองประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ ให้ใช้มาตรา 697 , 700 , 701 มาบังคับโดยอนุโลม
ม. 728 เมื่อจะบังคับจำนองผู้รับจำนองจะต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรก่อน ถ้าลูกหนี้ละลเยเสีย ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้ยึดและขายทอดตลาดก็ได้
ม. 733 ถ้าเอาทรัพย์จำนองหลุด + ราคาต่ำกว่าจำนวนหนี้ที่ค้าง / ถ้าเอาขายทอดตลาดได้เงินน้อยกว่าที่ค้างชำระกันอยู่ ส่วนที่ขาดลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ
ม. 734 ถ้าจำนองหลายสิ่งประกันหนี้รายเดียวมิได้ระบุลำดับ ผู้รับจำนองจะใช้สิทธิบังคับทั้งหมด / บางส่วนก็ได้ แต่ไม่เกินหนี้
ม. 744 จำนองย่อมระงับ เมื่อ (1) หนี้ที่ประกันระงับ มิใช่โดยอายุความ (2) ปลดจำนองเป็นหนังสือ (3) ผู้จำนองหลุดพ้น (4) ถอนจำนอง (5) ขายทอดตลาดเพราะบังคับจำนอง (6) เอาทรัพย์ที่จำนองนั้นหลุด
จำนำ
ม. 747 จำนำ คือ สัญญาซึ่งผู้จำนำ ส่งมอบทรัพย์สินสิ่งหนึ่ง ให้แก่ผู้รับจำนำ เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้
ม. 750 ถ้าทรัพย์สินที่จำนำเป็นสิทธิซึ่งมีตราสาร + มิได้ส่งมอบตราสารให้แก่ผู้รับจำนำ ทั้งมิได้บอกกล่าวเป็นหนังสือแจ้งจำนำ แก่ลูกหนี้แห่งสิทธินั้นด้วย การจำนำย่อมเป็นโมฆะ
ม. 756 การที่ตกลงกันไว้ก่อนหนี้ถึงกำหนดชำระว่า ถ้าไม่ชำระหนี้ให้ผู้รับจำนำเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จำนำ / ให้จัดการแก่ทรัพย์สินนั้นเป็นประการอื่น ข้อตกลงนั้นไม่สมบูรณ์
ม. 767 เมื่อบังคับจำนำได้เงินสุทธิเท่าใด ผู้รับจำนำต้องจัดสรรชำระหนี้ มีเงินเหลือต้องส่งคืน แต่ถ้าขาดลูกหนี้ก็ยังคงต้องชำระ
ม. 769 จำนำย่อมระงับ เมื่อ (1) หนี้ซึ่งจำนำเป็นประกันระงับ มิใช่โดยอายุความ (2) ผู้รับจำนำยอมให้ทรัพย์สินที่จำนำกลับคืน ไปสู่การครอบครองของผู้จำนำ
ข้อ ๖. ตัวแทน , ประกันภัย , ตั๋วเงิน , บัญชีเดินสะพัด
ตัวแทน
ม. 797 ตัวแทน คือ สัญญาซึ่งให้ตัวแทนมีอำนาจทำการแทนตัวการ + ตกลงทำการนั้น
ม. 801 ตัวแทนได้รับมอบอำนาจทั่วไปทำได้ทุกอย่าง ยกเว้น (1) ขาย / จำนองอสังหาฯ (2) ให้เช่าอสังหาฯ กว่า 3 ปี (3) ให้ (4) ยอมความ (5) ยื่นฟ้อง (6) อนุญาโตตุลาการ
ม. 805 ตัวแทนเมื่อไม่ได้รับความยินยอมของตัวการจะเข้าทำนิติกรรมใดๆ ในนามของตัวการกับตนเอง / ตัวแทนบุคคลภายนอกหาได้ไม่ เว้นแต่การชำระหนี้
ม. 820 ตัวการย่อมผูกพันต่อบุคคลภายนอก ในกิจการทั้งหลายอันตัวแทน / ตัวแทนช่วง ได้ทำไปในขอบอำนาจ
ม. 821 บุคคลใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัแทนของตน รู้แล้วยอมให้อีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเป้นตัวแทน บุคคลผู้นั้นต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริต
ประกันภัย
ม. 865 ถ้าในเวลาทำสัญญา ผู้เอาประกัน รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจูงใจผู้รับประกัน ให้เรียกเบี้ยประกันสูงขึ้นอีก / ให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา / รู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นเท็จ สัญญานั้นเป็นโมฆียะ
ว. 2 ถ้ามิได้ใช้สิทธิบอกล้างภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันทราบมูลอันจะบอกล้าง / มิได้ใช้สิทธินั้นภายใน 5 ปี นับแต่วันทำสัญญา สิทธินั้นเป็นอันระงับ
ม. 879 ผู้รับประกันไม่ต้องรับผิด เมื่อความวินาศภัย / เหตุอื่นซึ่งได้ระบุในสัญญานั้นได้เกิดขึ้นเพราะ ความทุจริต / ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกัน / ผู้รับประโยชน์
ม. 880 ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกาะทำของบุคคลภายนอก ผู้รับประกันได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันและผู้รับประโยชนื
ว. 2 ถ้าได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแต่บางส่วน ห้ามมิให้ใช้สิทธิให้เสื่อมเสียสิทธิของผู้เอาประกัน ในการจะเรียกที่เหลือ
ม. 887 ประกันภัยค้ำจุน คือ สัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกัน เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ซึ่งผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบ
ว. 2 ผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันโดยตรง แต่ถ้าเกินกว่าที่เอาประกัน ให้เรียกจากตัวผู้เอาประกัน โดยเรียกเข้ามาในคดี
ว. 3 ผู้รับประกันแม้จะได้ส่งค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันแล้ว ก้ไม่หลุดพ้นจากความรับผิด เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่า ผู้เอาประกันนำไปชำระแก่ผู้เสียหายแล้ว
ม. 895 เมื่อใดจะต้องใช้เงินในเหตุมรณะของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ผู้รับประกันจะต้องใช้เงินนั้นเมื่อความตายนั้นเกิดขึ้น เว้นแต่ (1) บุคคลนั้นฆ่าตัวตายภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา (2) บุคคลผู้นั้นถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา แต่ทั้งนี้ผู้รับประกันจะต้องใช้เงินค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ ให้แก่ผู้เอาประกัน / ทายาท
ม. 896 ถ้าความตายเกิดขึ้นเพราะความผิดของบุคคลภายนอก ผู้รับประกันก็ไม่สามารถจะเยกเอาค่าสินไหมทดแทนจากบุคคลภายนอกนั้นได้ แต่ทั้งนี้ไม่ห้ามทายาทที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบุคคลภายนอก
ม. 897 ถ้าผู้เอาประกันระบุให้ใช้เงินแก่ทายาทโดยมิได้ระบุชื่อ เงินที่ได้รับนั้นเข้ากองมรดก แต่ถ้าระบุชื่อเฉพาะเบี้ยประกันที่เข้า
๗. ตั๋วเงิน
ม. 898 ตั๋วเงิน คือ ตั๋วแลกเงิน , ตั๋วสัญญาใช้เงิน , เช็ค
ม. 899 ข้อความใดที่มิได้บัญญัติไว้ ถ้าเขียนลงในตั๋วเงิน หามีผลเป็นอย่างใดไม่
ม. 900 ผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความ
ม. 904 ผู้ทรง คือ ผู้มีตั๋วไว้ในครอบครองฐานเป็นผู้รับเงิน / ผู้รับสลักหลัง , ตั๋วผู้ถือ ผู้ถือเป็นผู้ทรง
ม. 905 ผู้ครอบครองตั๋ว แสดงให้ปรากฏว่าสิทธิมาจากการสลักหลังไม่ขาดสาย แม้สุดท้ายจะสลักหลังลอย ถือว่าเป็นผู้ทรง
ว. 2 บุคคลใดต้องปราศจากตั๋วไปจากครอบครอง ผู้ทรงซึ่งแสดงให้ปรากฏสิทธิของตนในตั๋ว หาจำต้องสละตั๋วไม่ เว้นแต่จะได้มาโดยทุจริต / ได้มาด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ให้ใช้บังคับกับผู้ทรงตั๋วผู้ถือด้วย
ม. 914 ผู้สั่งจ่าย / ผุ้สลักหลังตั๋วแลกเงินย่อมเป็นสัญญาว่าเมื่อตั๋วนั้นได้นำไปยื่น โดยชอบแล้วจะมีผู้รับรอง + ใช้เงินตามตั๋ว ถ้าตั๋วนั้นเขาไม่เชื่อถือ / ไม่รับรอง / ไม่ใช้เงิน ผู้สั่งจ่าย / ผู้สลักหลังก็จะใช้เงินแก่ผู้ทรง หากได้ทำถูกต้องตามวิธีการในข้อไม่รับรอง
ม. 916 ผู้ถูกฟ้องในมูลตั๋วแลกเงิน จะต่อสู้ต่อผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้สั่งจ่าย / ผู้สลักหลัง คนก่อนๆ ไม่ได้ เว้นแต่ การโอนจะได้มีขึ้นด้วยคบคิดฉ้อฉล
ม. 917 ตั๋วแลกเงิน โอนให้กันได้โดยสลักหลัง / ส่งมอบ
ว. 2 ผู้สั่งจ่ายเขียนในด้านหน้าตั๋วว่า เปลี่ยนมือไม่ได้ (ห้ามโอน) จะโอนกันได้ก็ต่อเมื่อโอนอย่างสามัญ (ทำเป็นหนังสือ)
ม. 919 การสลักหลังต้องเขียนลงในตั๋วแลกเงิน / ใบประจำต่อ + ลงลายมือชื่อผู้สลักหลัง
ว. 2 การสลักหลังโดยไม่ลงชื่อผู้รับประโยชน์ก็สมบูรณ์ ซึ่งเป็นการสลักหลังลอย
(3) โอนตั๋วเงินให้บุคคลภายนอกโดยไม่กรอกข้อความ + ไม่สลักหลัง
ม. 921 การสลักหลังตั๋วแลกเงินผู้ถือ เป็นการประกัน (อาวัล) ผู้สั่งจ่าย
ม.939 การรับอาวัล ทำได้โดยการเขียนลงในตั๋วเงินนั้น / ใบประจำต่อ ใช้คำว่า ได้ใช้เป้นอาวัล + ลงลายมือชื่อผู้รับอาวัล
ว. 3 การลงลายมือชื่อของผู้รับอาวัล ในด้าหน้าตั๋วเงิน ก้เป็นการรับอาวัลแล้ว เว้นแต่เป็นลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย / ผู้จ่าย
ว. 4 การรับอาวัลต้องระบุว่ารับประกันผู้ใด หากไม่ระบุเป็นการรับประกันผู้สั่งจ่าย
ม. 940 ผู้รับอาวัลย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกับบุคคลซึ่งตนประกัน แม้ความรับผิดจะใช้ไม่ได้เพราะผิดระเบียบ การอาวัลก็ยังสมบูรณ์
ม. 959 ผู้ทรงตั๋วแลกเงิน จะใช้สิทธิไล่เบี้ยผู้สลักหลัง + ผู้สั่งจ่าย + บุคคลอื่นๆ ซึ่งต้องรับผิดตามตั๋วเงินนั้นก็ได้ คือ (ก) ได้เมื่อตั๋วถึงกำหนด กรณีไม่ใช้เงิน (ข) ได้เมื่อตั๋วยังไม่ถึงกำหนดหาก 1) เขาบอกปัดไม่รับรอง 2) ผู้จ่ายล้มละลาย 3) ผู้สั่งจ่ายล้มละลาย
ม. 967 ในเรื่องตั๋วแลกเงินนั้น บรรดาผู้สั่งจ่าย / ผู้รับรอง / ผู้สลักหลัง / ผู้ประกัน (อาวัล) ย่อมต้องรับผิดร่วมกันต่อผู้ทรง
ม. 971 ผู้สั่งจ่าย / ผู้รับรอง / ผู้สลักหลังคนก่อน ซึ่งเขาสลักหลัง / โอนตั๋วแลกเงินให้อีกทอดหนึ่ง ไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่คู่สัญญา ฝ่ายหนึ่งซึ่งตนย่อมต้องรับผิดต่อเขาอยู่ก่อนแล้วตามตั๋วเงินนั้น
ม. 989 บทบัญญัติเรื่องตั๋วแลกเงิน ให้นำมาบังคับใช้ในเรื่องเช็ค คือ ม.910 , 914 – 923 , 925 , 926 , 938 – 940 , 945 , 946 , 959 , 967
ม. 991 ธนาคารจำต้องใช้เงินตามเช็ค เว้นแต่ (1) ไม่มีเงินในบัญชีพอ (2) เช็คนั้นยื่นเมื่อพ้น 6 เดือน นับแต่ออกเช็ค (3) มีคำบอกกล่าว
ม. 1002 คดีที่ผู้ทรงฟ้องผู้สลักหลัง + ผู้สั่งจ่าย ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันที่ได้ลงในคำคัดค้านซึ่งทำขึ้นในกำหนด
ม. 1007 ถ้าข้อความในตั๋วเงิน / ในคำรับรอง มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในข้อสำคัญโดยคู่สัญญาทั้งปวงมิได้ยิยยอมด้วยทุกคน ตั๋วเงินนั้นเป็นอันเสียไป เว้นแต่ใช้ได้ต่อผู้ทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลง / ได้ยินยอม + ผู้สลักหลังในภายหลัง
ว. 2 หากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ประจักษ์ + ตั๋วเงินตกอยู่ในมือผู้ทรงโดยชอบ ผู้ทรงจะเอาประโยชน์จากตั๋วเงินนั้นก็ได้ เสมือนหนึ่งว่าไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลย + จะบังคับการใช้เงินตามเนื้อความเดิมแห่งตั๋วก็ได้
ว. 3 การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อสำคัญ คือ วันที่ลง / จำนวนเงิน / เวลาใช้เงิน / สถานที่ใช้เงิน / รวมถึงเติมสถานที่ใช้เงิน
ม. 1008 เมื่อใดเป็นลายมือชื่อปลอม / มิได้มอบอำนาจ ผู้ใดจะอ้างเพื่อแสวงสิทธิยึดหน่วง / ทำให้หลุดพ้น / บังคับการใช้เงินเอาแก่คู่สัญญาแห่งตั๋วนั้นไม่อาจทำได้ เว้นแต่ เป็นผู้ซึ่งถูกตัดบทมิให้ยกลายมือชื่อปลอม / ปราศจากอำนาจ ขึ้นต่อสู้
ม. 1009 ถ้ามีผู้นำตั๋วเงินชนิดผู้ถือ มาเบิกต่อธนาคาร + ธนาคารได้ใช้เงินไปตามทางค้าปกติโดยสุจริต + ปราศจากความประมาท ถือว่าธนาคารได้ใช้เงินไปถูกระเบียบ

หุ้นส่วน/บริษัท
ม. 1012 สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน / บริษัท คือ สัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่ 2 คน ตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไร อันจะพึ่งได้แต่กิจการที่ทำนั้น
ม. 1015 ห้างหุ้นส่วน / บริษัท เมื่อได้จดทะเบียน ย่อมเป็นนิติบุคคล
ม. 1025 ห้างหุ้นส่วนสามัญ คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวง โดยไม่มีจำกัด
ม. 1050 การใดๆ ที่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดทำไปในทางธรรมดาค้าขาย ย่อมผูกพันหุ้นส่วนทุกคนที่ต้องรับผิดร่วมกัน โดยไม่จำกัด
ม. 1053 ห้างหุ้นส่วนซึ่งยังไม่จดทะเบียน แม้จะมีข้อจำกัดอำนาจของหุ้นส่วนคนใดในการผูกพันหุ้นส่วนคนอื่น ข้อจำกัดนั้นไม่มีผลถึงบุคคลภายนอก
ม. 1054 การเลิกกันของห้างหุ้นส่วนสามัญ (1) สัญญากำหนดกรณีที่จะเลิก (2) สัญญากำหนดเวลาและสิ้นกำหนด (3) สัญญาทำไว้เพื่อกิจการใดเฉพาะอย่างเดียว แล้วกิจการนั้นเสร็จ (4) หุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดบอกกล่าว จะเลิกล่วงหน้า 6 เดือน (5) หุ้นส่วนคนใดตาย / ล้มละลาย / ไร้ความสามารถ
ม. 1061 เมื่อห้างเลิกกันแล้วให้จัดการชำระบัญชี
ม . 1062 การชำระบัญชีให้ทำโดยลำดับดังนี้ (1) ชำระหนี้ที่ค้างให้บุคลภายนอก (2) ชดใช้เงินทดรองที่หุ้นส่วนได้จ่ายไป (3) ให้คืนทุนทรัพย์ที่แต่ละคนได้ลงหุ้น ถ้าเหลือแบ่งเป็นกำไร
ม . 1068 ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน เกี่ยวกับหนี้ที่ได้ก่อขึ้นก่อนตนออกจากหุ้นส่วน จำกัดเพียง 2 ปี
ม. 1070 ห้างหุ้นส่วนซึ่งจดทะเบียนผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกเอาจากหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดก็ได้ เว้นแต่หุ้นส่วนพิสูจน์ได้ว่า (1) สินทรัพย์ของห้างยังพอมี (2) การจะบังคับเอาจากห้างไม่เป็นการยาก ตาม ม. 1071
ม. 1072 ถ้าห้างหุ้นส่วนซึ่งจดทะเบียนยังมิได้เลิกกันตราบใด เจ้าหนี้ย่อมใช้สิทธิได้แต่เพียงกำไร / เงินที่ห้างค้างชำระแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นเท่านั้น ถ้าห้างหุ้นส่วนนั้นเลิกกันแล้ว เจ้าหนี้ย่อมใช้สิทธิได้ตลอดจนถึงหุ้นของหุ้นส่วนคนนั้น
ม. 1077 อันห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ ห้างหุ้นส่วนซึ่งมีหุ้นส่วน 2 จำพวก กล่าวคือ (1) จำพวกจำกัดความรับผิด (2) จำพวกไม่จำกัด
ม . 1079 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ถ้ายังไม่จดทะเบียน ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันไม่จำกัด
ม. 1081 ห้ามมิให้เอาชื่อหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดระคนเป็นชื่อห้าง
ม. 1082 หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดให้ใช้ตนระคนเป็นชื่อห้าง จะต้องรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดจำนวน
ม. 1087 ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ
ม. 1088 ถ้าหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปจัดการงานของห้าง ต้องรับผิดร่วมกันในหนี้ทั้งหลาย โดยไม่จำกัดจำนวน
ม. 1090 พวกจำกัดความรับผิดจะประกอบการค้าใดๆ ก็ได้ แม้มีสภาพอย่างเดียวกันกับการค้าขายของห้างหุ้นส่วน
ม. 1096 บริษัทจำกัด คือ บริษัทซึ่งตั้งขึ้นด้วยการแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่าๆ กัน โดยมีผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเท่าหุ้น
ม. 1105 อันหุ้นนั้น ห้ามิให้ออกโดยราคาต่ำไปกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้ง
ม. 1112 ถ้ามิได้จดทะเบียนภายใน 3 เดือนนับแต่ประชุมตั้งบริษัท บริษัทเป็นอันไม่ได้ตั้ง
ม. 1113 ผู้เริ่มก่อการบริษัทต้องรับผิดร่วมกัน + ไม่จำกัดในบรรดาหนี้ จนกว่าจะได้จดทะเบียนบริษัท
ม. 1119 หุ้นทุกหุ้นจำต้องใช้เป็นเงินสดจนเต็มค่า
ม. 1129 หุ้นนั้นย่อมโอนกันได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากบริษัท เว้นแต่เป็นหุ้นระบุชื่อ
ม. 1133 หุ้นซึ่งโอนกัน ถ้าเป็นหุ้นที่ยังส่งเงินไม่ครบ ผู้โอนยังคงต้องรับผิด เว้นแต่ หนี้ซึ่งบริษัทได้ก่อขึ้นภายหลัง
ม. 1143 ห้ามิให้บริษัทจำกัดเป็นเจ้าของถือหุ้นของตนเอง / รับจำนำหุ้นของตนเอง
ม. 1144 บริษัทจำกัด ให้มีกรรมการคนหนึ่ง / หลายคน เป็นผู้จัดการตามข้อบังคับ + อยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น
ม. 1151 ผู้เป็นกรรมการอาจจะตั้ง / ถอนได้ก็แต่โดยที่ประชุมใหญ่เท่านั้น
ม. 1166 บรรดาการซึ่งกรรมการได้ทำไป แม้ภายหลังปรากฏว่าการแต่งตั้งมีข้อบกพร่อง การที่ได้ทำนั้นก็สมบูรณ์
ม. 1167 ความเกี่ยวพันระหว่างกรรมการ + บุคคลภายนอกนั้นให้บังคับว่าด้วยตัวแทน
ม. 1169 ถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท บริษัท / ผู้ถือหุ้น จะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนก็ได้
ม. 1170 เมื่อการซึ่กรรมการทำไปโดยได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่แล้ว กรรมการนั้นไม่ต้องรับผิด
ม. 1173 การประชุมวิสามัญ ต้องมีผู้ถือหุ้นมีจำนวนหุ้นไม่น้อยกว่า 1 / 5 แห่งจำนวนหุ้นทั้งหมด ได้เข้าชื่อร้องขอให้ประชุม
ม. 1184 ผู้ถือหุ้นคนใดยังมิได้ชำระค่าหุ้น ไม่มีสิทธิออกเสียงเป็นคะแนน
ม. 1185 ผู้ถือหุ้นคนใดมีส่วนได้เสีย ห้ามมิให้ออกเสียง
ม. 1195 การเรียกประชุม / การลงมติโดยฝ่าฝืนกฎหมาย , ข้อบังคับบริษัท กรรมการ / ผู้ถือหุ้นร้องขอให้ศาลเพิกถอนได้ ภายใน 1 เดือน
ข้อ ๘. ครอบครัว – มรดก
ครอบครัว ( ม.1435 – 1598/41 )
ม. 1437 การหมั้นจะสมบูรณ์ เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้น ให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสด้วย
ม. 1452 ชาย / หญิง จะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสไม่ได้
ม. 1466 สัญญาก่อนสมรสเป็นโมฆะ ถ้ามิได้จดแจ้งข้อตกลงกันเป็นสัญญาก่อนสมรสนั้น ไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส / มิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สมรส + พยานอย่างน้อย 2 คน แนบไว้ท้ายทะเบียนสมรส และได้จดไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรสว่าได้มีสัญญานั้นแนบไว้
ม. 1470 ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา นอกจากที่เป็นสินส่วนตัว ย่อมเป็นสินสมรส
ม. 1471 สินส่วนตัว ได้แก่ ทรัพย์สินที่ (1) ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีอยู่ก่อนสมรส (2) เป็นเครื่องใช้ส่วนตัว / เครื่องแต่งกาย / เครื่องประดับ / เครื่องมือเครื่องใช้จำเป็นในการประกอบอาชีพ (3) ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้มาระหว่างสมรส โดยการรับมรดก / การให้โดยเสน่หา (4) เป็นของหมั้น
ม. 1474 สินสมรส ได้แก่ ทรัพย์สินที่ (1) คู่สมรสได้มาระหว่างการสมรส (2) ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรม / โดยการให้เป็นหนังสือ ระบุว่า เป็นสินสมรส (3) เป็นดอกผลของสินส่วนตัว หากกรณีสงสัยให้ถือว่าเป็นสินสมรส
ม. 1476 สามีและภริยา ต้องจัดการสินสมรสร่วมกัน / ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย กรณี (1) ขาย จำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (2) ก่อตั้ง / กระทำให้สิ้นสุด ซึ่งทรัพยสิทธิ (3) ให้เช่าอสังหา ฯ เกิน 3 ปี (4) ให้กู้ยืมเงิน (5) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่ เพื่อการกุศล , การสังคม , ตามหน้าที่ธรรมจรรยา (6) ยอมความ (7) อนุญาโตตุลาการ (8) นำทรัพย์สินไปประกัน
ม. 1498 การสมรสที่เป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา
ว. 2 กรณีสมรสเป็นโมฆะ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมี / ได้มา ไม่ว่าก่อน / หลังการสมรส รวมทั้งดอกผลคงเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง เว้นแต่ศาลจะเห็นเป็นประการอื่น
ม. 1499 การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะเป็นคนไร้ความสามารถ / สืบสายโลหิต / ไม่ยินยอม ไม่ทำให้ชาย / หญิงผู้สมรสโดยสุจริตเสื่อมสิทธิท่ได้มา เพราะการสมรสก่อนมี คำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นโมฆะ
ม. 1501 การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย / การหย่า / ศาลพิพากษาให้ถอน
ม. 1504 การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะอายุไม่ถึง 17 ปี ผู้มีส่วนได้เสียขอเพิกถอนได้เว้นแต่บิดามารดาที่ให้ความยินยอม
ว. 2 ถ้าศาลยังมิได้สั่งให้เพิกถอน จนชายหญิงมีอายุครบ / หญิงมีครรภ์ก่อนอายุครบ ให้ถือว่าสมบูรณ์ตั้งแต่สมรส
ม. 1516 เหตุฟ้องหย่า (1) – (10)
ม. 1531 การสมรสที่จดทะเบียน การหย่าโดยความยินยอมมีผลนับแต่จดทะเบียนหย่า , การหย่าโดยคำพิพากษามีผลเมื่อพิพากษา
ม. 1546 เด็กที่เกิดจากหญิง ที่มิได้สมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น
ม. 1547 เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันภายหลัง / บิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร / ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร
ม. 1557 การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตาม ม. 1547 มีผลนับแต่ (1) วันสมรส กรณีบิดามารดาสมรสกันภายหลัง (2) วันจดทะเบียน กรณีบิดาจดทะเบียนเด็กเป็นบุตร (3) วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ม. 1558 การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรของผู้ตาย ที่ได้ฟ้องภายในกำหนดอายุความมรดก ถ้าศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ในฐานะทายาทโดยธรรม
มรดก ( ม. 1599 – 1755 )
ม. 1599 บุคคลใดตาย มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาท
ม. 1600 กองมรดก ได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่ และความรับผิดต่างๆ เว้นแต่เป็นการเฉพาะตัว
ม. 1605 ทายาทคนใดยักย้าย / ปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้ / มากกว่า โดยฉ้อฉล ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกเลย แต่ถ้าน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ต้องถูกกำจัดเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้าย / ปิดบัง
ว. 2 มิให้ใช้บังคับแก่ผู้รับพินัยกรรม
ม. 1606 บุคคลต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ
(1) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเจตนา / พยายามกระทำให้เจ้ามรดก / ผู้มีสิทธิได้มรดกก่อนตน ตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
(2) ฟ้องเจ้ามรดกหาว่ากระทำความผิดโทษประหารชีวิต และตนกลับต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าฟ้องเท็จ / ทำพยายานเท็จ
(3) รู้ว่าเจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนา แต่มิได้ร้องเรียนเพื่อเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ เว้นแต่อายุยังไม่ครบ 16 ปี , เป็นญาติ
(5) ปลอม / ทำลาย / ปิดบังพินัยกรรม
ว. 2 เจ้ามรดกอาจถอนข้อกำจัดฐานเป็นผู้ไม่สมควรก็ได้ โดยให้อภัยไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
ม. 1607 การถูกกำจัดมิให้รับมรดกเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัด สืบมรดกต่อได้
ม. 1608 เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนมิให้ได้รับมรดกก็ได้ ด้วยการแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้ง
(1) โดยพนัยกรรม
(2) โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
ม. 1612 การสละมรดกต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ / ทำเป็นสัญญาประนีประนอม
ม. 1615 การที่ทายาทสละมรดกมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย
ว. 2 ทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้น สืบมรดกได้ตามสิทธิของตน
ม. 1625 ถ้าผู้ตายเป็นผู้สมรสแล้ว การคิดส่วนแบ่งและการปันทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ ให้เป็นดังนี้
(1) ส่วนแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ให้เป็นไปตามบทบัญญัติเรื่องการหย่าโดยความยินยอม
(2) ส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกให้เป็นไปตาม ม. 1637 , 1638
ม. 1627 บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว / บุตรบุญธรรม ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย
ม. 1629 ทายาทโดยธรรมมี 6 ลำดับ เท่านั้น แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลัง ดังต่อไปนี้ (1) ผู้สืบสันดาน (2) บิดามารดา (3) พี่น้องร่วมบิดามารดา (4) พี่น้องร่วมบิดา / มารดาเดียวกัน (5) ปู่ ย่า ตา ยาย (6) ลุง ป้า น้า อา
ว. 2 คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้ ม. 1635
ม. 1630 ตราบใดทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่ / มีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายในลำดับหนึ่ง ๆ ทายาทผู้ที่อยู่ในลำดับถัดไปไม่มีสิทธิ
ว. 2 มิให้ใช้บังคับ กรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิต / มีผู้รับมรดกแทนที่กัน + บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนว่าเป็นทายาทชั้นบุตร
ม. 1635 ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ ในการรับมรดกให้เป็นไปดังต่อไปนี้
(1) ถ้ามีทายาทตาม ม. 1629 (1) – ผู้สืบสันดาน คู่สมรสได้ส่วนแบ่งเสมือนว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร
(2) ถ้ามีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน / มีผู้รับมรดกแทนที่ ถ้าไม่มีผู้สืบสันดาน แต่มีบิดามารดา คู่สมรสได้กึ่งหนึ่ง
(3) ถ้ามีพี่น้องร่วมบิดา / ร่วมมารดาเดียวกัน , ลุง ป้า น้า อา / มีผู้รับมรดกแทนที่ , มีปู่ ย่า ตา ยาย คู่สมรสได้ 2/3 ส่วน
(4) ถ้าไม่มีทายาทตาม ม. 1629 เลย คู่สมรสมีสิทธิได้รับทั้งหมด
ม. 1636 ถ้าเจ้ามรดกมีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนใช้ บรรพ 5 หลายคน ทุกคนรวมกันมีสิทธิได้รับตามลำดับชั้นและส่วนแบ่งตาม ม.1635 แต่ในระหว่างกันเองให้ภริยาน้อยได้กึ่งส่วนที่ภริยาหลวงได้รับ
ม.1639 ถ้าบุคคลซึ่งจะเป็นทายาทตาม ม.1629 (1) , (3) , (4) , (6) ถึงแก่ความตาย / ถูกกำจัดมิให้รับมรดก ก่อนเจ้ามรดกตาย ผู้สืบสันดานของบุคคลนั้นรับมรดกแทนที่ได้ ถ้าผู้สืบสันดานของบุคคลนั้นตาย / ถูกกำจัด เช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้รับแทนที่เฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลนั้นเป็นรายๆไป
ม. 1696 ถ้าผู้ทำพินัยกรรมได้โอนไปโดยสมบูรณ์ ซึ่งทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งข้อกำหนดพินัยกรรมด้วยความตั้งใจ ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้นเป็นอันถูกเพิกถอนไป รวมถึงผู้ทำพินัยกรรมได้ทำลายทรัพย์สินนั้นด้วยความตั้งใจ
ม. 1697 ถ้าผู้ทำพินัยกรรมมิได้แสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น และปรากฏว่าพินัยกรรมฉบับก่อนกับพินัยกรรมฉบับหลังขัดกัน ให้ถือว่าพินัยกรรมฉบับก่อนเป็นอันถูกเพิกถอนโดยฉบับหลัง เฉพาะส่วนที่มีข้อความขัดกันเท่านั้น
ม. 1698 ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้นย่อมตกไปเมื่อ (1) ผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทำพินัยกรรม (2) ข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นผลใช้ได้ต่อเมื่อเงื่อนไขสำเร็จ และผู้รับพินัยกรรมตายก่อนเงื่อนไขสำเร็จ / เป็นที่แน่นอนว่าเงื่อนไขนั้นไม่อาจสำเร็จได้ (3) ผู้รับพินัยกรรมบอกสละพินัยกรรม (4) ทรัพย์สินที่ยกให้สูญหาย / ถูกทำลาย โดยผู้ทำพินัยกรรมมิได้ตั้งใจในระหว่างผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิวตอยู่ และมิได้ของกลับมาแทน / สิทธิที่จะเรียกค่าทดแทน



ข้อ ๙. การค้าระหว่างประเทศ
พ.ร.บ. รับขนทางทะเล
ม. 3 ผู้ขนส่ง คือ บุคคลซึ่งประกอบการรับขนของทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติ โดยทำสัญญากับผู้ส่งของ
ผู้ขนส่งอื่น คือ บุคคลซึ่งมิได้เป็นคู่สัญญากับผู้ส่งของในสัญญารับขนของทางทะเล แต่ได้รับมอบหมายจากผู้ขนส่งให้ทำ
การขนส่งของตามสัญญานั้นแม้เพียงชั่วระยะทาง และให้รวมถึงบุคคลอื่นซึ่งผู้ขนส่งอื่นได้มอบหมายช่วงต่อไป
ผู้ส่งของ คือ บุคคลซึ่งเป็นคู่สัญญากับผู้ขนส่งในสัญญารับขนของทางทะเล
ภาชนะขนส่ง คือ ตู้สินค้า / ไม้รองสินค้า / สิ่งอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน ซึ่งใช้บรรจุ / รองรับของ / ใช้รวมหน่วยการขนส่ง
ของหลายหน่วยการขนส่งเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการขนส่งทางทะเล
หน่วยการขนส่ง คือ หน่วยแห่งของที่ขนส่งทางทะเลซึ่งนับเป็นหนึ่ง + แต่ละหน่วยอาจทำการขนส่งไปตามลำพังได้ เช่น กระสอบ / ชิ้น / ถัง / ตู้ / ม้วน / ลัง / ลูก / ห่อ / หีบ / อัน / หน่วยที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ม. 8 ก่อนบรรทุกของลงเรือ / ก่อนที่เรือนั้นจะออกเดินทาง ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้อง (1) ทำให้เรือมีสภาพดี (2) จัดให้มีคนประจำเรือ เครื่องมือ / เครื่องใช้ / เครื่องอุปกรณ์ + สิ่งจำเป็นให้เหมาะสม (3) จัดระวางบรรทุกให้เหมาะสม + ปลอดภัย + รักษาอุณหภูมิ
ม. 10 ผู้ขนส่งต้องใช้ความระมัดระวัง + ปฏิบัติการให้เหมาะสมในการบรรทุก / การยกขน / การเคลื่อนย้าย / การเก็บรักษา
ม. 11 ผู้ขนส่งมีสิทธิบรรทุกของบนปากระวางเฉพาะในกรณีที่ได้ตกลงกันไว้
ม. 17 ข้อกำหนดใดในสัญญารับขนของทางทะเลซึ่งมีวัตถุประสงค์ /มีผล ดังต่อไปนี้ เป็นโมฆะ
(1) ปลดเปลื้องผู้ขนส่งจากหน้าที่ / ความรับผิดใดๆตามที่กฎหมายกำหนด
(2) กำหนดความรับผิดของผู้ขนส่งให้น้อยกว่าที่กำหนดไว้ใน ม. 48, 60 แต่ไม่ตัดสิทธิให้กำหนดความรับผิดมากขึ้น
(3) ปัดภาระการพิสูจน์ กรณีที่กำหนดให่เป็นหน้าที่ของผู้ขนส่ง
(4) ให้ผู้ขนส่งเป็นผู้รับประโยชน์ในสัญญาประกันภัย
ม. 31 ผู้ส่งของไม่ต้องรับผิดเพื่อการที่ผู้ขนส่ง / ผู้ขนส่งอื่น ได้รับความเสียหาย / การที่เรือเสียหาย เว้นแต่เป็นความผิด / ประมาทของผู้ส่งของ /ตัวแทน /ลูกจ้าง / จากสภาพแห่งของนั้น โดยผู้ส่งของมิได้ปฏิบัติตามประเพณีแห่งการค้า
ม. 39 ความรับผิดของผู้ขนส่ง ต้องรับผิดในความเสียหายระหว่างที่ของอยู่ในการดูแลของตน
ม. 40 กรณีที่ถือว่าผู้ขนส่งได้ส่งมอบของแล้ว
ม. 43 ผู้ขนส่งยังคงรับผิดเพื่อการเสียหาย สูญหาย หรือส่งมอบชักช้าแม้จะได้มอบหมายให้ผู้ขนส่งอื่น
ม. 44 นำบทบัญญัติความรับผิดของผู้ขนส่งมาใช้กับผู้ขนส่งอื่น เฉพาะที่ผู้ขนส่งอื่นได้รับมอบหมาย
ม. 45 กรณีรับผิดร่วมกันให้ผู้ขนส่งอื่นเป็นลูกหนี้ร่วม
ม. 48 สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายผู้รับตราส่งต้องส่งคำบอกกล่าวเป้นหนังสือ ภายใน 60 วัน นับแต่วันรับของ
ม. 51 ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิด หากพิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติตาม มาตรา 8 วรรคสอง และมาตรา 9 แล้ว
ม. 52 ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิด (1) เหตุสุดวิสัย (9) ความผิดของผู้ส่งของหรือผู้รับตราส่ง (10) สภาพแห่งของนั้น
ม. 57 ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดหากของที่ส่งนั้นเป็นของมีค่าแต่ผู้ส่งของหรือผู้รับตราส่งมิได้แจ้ง
ม. 58 จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียง 10,000 บาท / หนึ่งหน่วยการขนส่ง , กิโลกรัมละ 30 บาท
ม. 59 ในการคำนวณว่าเงินจำนวนใดจะมากกว่าตาม มาตรา 58 ให้ใช้หลักดังนี้
(1) กรณีรวมหลายหน่วยการขนส่งเป็นหน่วยเดียวกัน ถ้าระบุจำนวน + ลักษณะที่รวมกันไว้ในใบตราส่ง ให้ถือตามที่ระบุ แต่ถ้าไม่ระบุ ให้ถือว่าของทั้งหมดเป็นหนึ่งหน่วยการขนส่ง
(2) กรณีตัวภาชนะขนส่งสูญหาย / เสียหาย ถ้าผู้ขนส่งไม่ได้เป็นเจ้าของ / ผู้จัดหา ถือว่าภาชนะขนส่งอันหนึ่งเป็นของหนึ่งหน่วยการขนส่งอีกต่างหากจากที่มีอยู่ใน / บนภาชนะขนส่งนั้น
ม. 60 การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม ม. 48 มิให้ใช้บังคับ กรณีดังต่อไปนี้
(1) การสูญหาย / เสียหาย / ส่งมอบชักช้า เป็นผลจากการที่ผู้ขนส่ง / ตัวแทน / ลูกจ้าง กระทำ / งดเว้นกระทำ โดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการสูญหาย / เสียหาย / ส่งมอบชักช้า ทั้งที่รู้ว่าอาจเกิดขึ้นได้
(2) ผู้ส่งของ + ผู้ขนส่งตกลงกันกำหนดความรับผิดไว้มากกว่าที่กำหนดตาม ม. 58 โดยระบุไว้ในใบตราส่ง
(3) ผู้ขนส่งได้จดแจ้งรายการใดๆ ไว้ในใบตราส่งตามที่ผู้ส่งของแจ้ง / จัดให้โดยไม่บันทึกของสงวนเกี่ยวกับรายการนั้นไว้ ในใบตราส่ง ทั้งนี้ โดยมีเจตนาที่จะฉ้อฉลผู้รับตราส่ง
(4) ผู้ส่งของได้แจ้งราคาของที่ขนส่งให้ผู้ขนส่งทราบ + ผู้ขนส่งยอมรับโดยแสดงราคาของนั้นไว้ในใบตราส่ง แต่ถ้าราคาที่คำนวณได้ตาม ม. 61 ต่ำกว่าราคาที่แสดงในใบตราส่ง ให้ผู้ขนส่งรับผิดเพียงเท่าราคาที่คำนวณได้
ม. 61 การคำนวณราคาของที่สูญหาย /เสียหาย ตาม ม. 58 ใช้หลักเกณฑ์ดังนี้
(1) ถ้าสูญหาย / เสียหายทั้งหมด ให้คำนวณเท่ากับราคาที่ของนั้นจะพึงมีในเวลาที่ของส่งมอบ ณ ปลายทาง
(2) ถ้าสูญหาย / เสียหายบางส่วน ให้คำนวณตามส่วนโดยเทียบกับราคาของอย่างเดียวกัน + คุณภาพเท่าเทียมกัน ที่ยังเลืออยู่ในเวลาส่งมอบ ณ ปลายทาง

ข้อ ๑๐. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ม. 4 บทนิยาม
ลิขสิทธิ์ คือ สิทธิแต่ผู้เดียวที่ทำการใดๆ ตาม พ.ร.บ. นี้ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น
ผู้สร้างสรรค์ คือ ผู้ทำ / ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างหนึ่งอย่างใดที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์
วรรณกรรม คือ งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งพิมพ์ รวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์
สิ่งบันทึกเสียง คือ งานอันประกอบด้วยลำดับของเสียงดนตรี เสียงการแสดง เสียงอื่นใดโดยบันทึกลงในวัสดุใดๆ อันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีกโดยใช้เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการใช้วัสดุนั้น
ทำซ้ำ คือ คัดลอกไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ เลียนแบบ ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์ บันทึกเสียง บันทึกภาพ จากต้นฉบับ สำเนา การโฆษณา ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ
ม. 6 งานอันมีลิขสิทธิ์ ได้แก่ งนสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฎกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียง งานศิลปะ ของผู้สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะแสดงออกโดยวิธีใด / รูปแบบใด
ม. 8 ให้ผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานที่ตนได้สร้างสรรค์ขึ้น ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) กรณียังไม่โฆษณา ผู้สร้างสรรค์ต้องมีสัญชาติไทย / อยู่ในราชอาณาจักร / มีสัญชาติประเภทภาคี
(2) กรณีที่โฆษณาแล้ว ครั้งแรกได้ ครั้งแรกได้ทำในราชอาณาจักร / ในประเทศภาคี / ครั้งแรกได้ทำนอกราชอาณาจักร หากได้มีการโฆษณาในราชอาณาจักร / ประเทศภาคี ภายใน 30 วัน นับแต่โฆษณาครั้งแรก
ม. 9 งานที่สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ลูกจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ แต่นายจ้างเผยแพร่ได้
ม. 10 งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้าง ผู้ว่าจ้างได้ลิขสิทธิ์ เว้นแต่ได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
ม. 12 งานใดที่เป็นการนำงานอันมีลิขสิทธิ์มารวบรวม / ประกอบเข้ากันโดยได้รับอนุญาต ผู้ที่รวบรวม / ประกอบเข้ากันได้ลิขสิทธิ์
ม. 14 ส่วนราชการย่อมมีลิขสิทธิ์ในงานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการจ้าง / คำสั่ง / ในการควบคุม เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
ม. 15 ภายใต้ ม.9 ,10 , 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ์เพียงผู้เดียวดังต่อไปนี้
(1) ทำซ้ำ / ดัดแปลง
(2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
(3) ให้เช่าต้นฉบับ / สำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง
(4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น
(5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) , (2) , (3)
ม. 17 ลิขสิทธิ์ย่อมโอนแก่กันได้ – การโอนมิใช่ทางมรดกต้องทำเป้นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน + ผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดเวลาให้ใช้ระยะเวลา 10 ปี
ม. 19 ภายใต้ ม.21 , 22 ลิขสิทธิ์ให้มีอยู่ตลอดอายุผู้สร้างสรรค์ + ต่อไปอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ตาย
ม. 22 ลิขสิทธิ์ในงานศิลปประยุกต์ให้มีอายุ 25 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์ แต่ถ้าโฆษณาในระหว่างเวลาดังกล่าว ให้มีอายุอีก 25 ปี นับแต่วันที่โฆษณาครั้งแรก
ม. 27 การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
(1) ทำซ้ำ / ดัดแปลง
(2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
ม. 32 การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคอื่น หากไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิสิทธิ์
ว. 2 มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
(1) วิจัย / ศึกษางาน มิใช่เพื่อหากำไร
(2) ใช้เพื่อประโยชน์ของตน / บุคคลอื่นในครอบครัว
(3) ติชม / วิจารณ์ /แนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
(4) เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชน
(5) ทำซ้ำ / ดัดแปลง / นำออกแสดง / ทำให้ปรากฏ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาล
(6) ทำซ้ำ / ดัดแปลง / นำออกแสดง / ทำให้ปรากฏ เพื่อประโยชน์ในการสอนของตน
(7) ทำซ้ำ / ดัดแปลงบางส่วนของงาน / ตัดทอน / ทำสรุปโดยผู้สอน / สถาบันศึกษา เพื่อแจกจ่าย / จำหน่ายในชั้นเรียน
(8) นำงานนั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถาม + ตอบในการสอบ
ม. 33 การกล่าว / คัดลอก / เลียน / อ้างอิงงาน บางตอนตามสมควร โดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ถือว่าเป็นการละเมิด
ม. 44 นักแสดงย่อมมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการกระทำอันเกี่ยวกับการแสดงของตน
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2542)
ม. 3 บทนิยาม
สิทธิบัตร คือ หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ / การออกแบบผลิตภัณฑ์
อนุสิทธิบัตร คือ หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ + ประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม
การประดิษฐ์ คือ การคิดค้น / คิดทำขึ้น อันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ / กรรมวิธีใดขึ้นใหม่ / การกระทำใดๆ ที่ทำให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์ / กรรมวิธี
กรรมวิธี คือ วิธีการ / กระบวนการ /กรรมวิธีในการผลิต / การเก็บรักษาให้คงสภาพ / ให้มีคุณภาพดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์
แบบผลิตภัณฑ์ คือ รูปร่างของผลิตภัณฑ์ /องค์ประกอบของลวดลาย /สีของผลิตภัณฑ์ อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม รวมทั้งหัตถกรรมได้
ม. 5 ภายใต้ ม. 9 การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วย (1) เป็นการประดิษษฐ์ขึ้นใหม่ (2) ที่มีขั้นตอนการประดิษฐ์สูงขึ้น และ (3) สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม
ม. 6 การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ได้แก่ การประดิษฐืที่ไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว
ม. 35 สิทธิบัตรการประดิษฐ์ ให้มีอายุ 20 ปี นับแต่วันขอรับสิทธิบัตรในราชอาณาจักร
ม. 36 ผู้ทรงสิทธิบัตรเท่านั้นมีสิทธิดังต่อไปนี้
(1) กรณีสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ – สิทธิในการผลิต /ใช้ / ขาย / มีไว้เพื่อขาย / เสนอขาย / นำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งผลิตภัณฑ์
(2) กรณีสิทธิบัตรกรรมวิธี – สิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร / ผลิต /ใช้ / ขาย / มีไว้เพื่อขาย / เสนอขาย / นำเข้า
ว.2 ความตามวรรค 1 ไม่ให้ใช้บังคับแก่ (1) การกระทำใดๆ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา / ค้นคว้า / ทดลอง / วิจัย ทั้งนี้ต้องไม่ขัดประโยชน์ของผู้ทรงสิทธิบัตร , (2) – (6) , (7) การใช้ / ขาย / มีไว้เพื่อขาย / เสนอขาย / นำเข้า ซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร หากผู้ทรงสิทธิบัตรได้อนุญาต / ยินยอมให้ผลิต / ขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
ม. 38 ผู้ทรงสิทธิบัตรจะอนุญาตให้บุคคลใดใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของตน / โอนสิทธิบัตรให้แก่บุคคลอื่นก็ได้
ม. 39 การอนุญาตตาม ม. 38 นั้น จะกำหนดเงื่อนไข / ข้อจำกัดสิทธิ / ค่าตอบแทน โดยไม่ชอบธรรมไม่ได้ ถ้าหากขัดเป็นโมฆะ
ม. 56 การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้นั้นจะต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรม / หัตถกรรม
ม. 57 กรณีที่ไม่ถือว่าเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ (1) แบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ / มีกันอย่างแพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักร ก่อนวันขอรับจดทะเบียน (2) แบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยภาพ / สาระสำคัญ / รายละเอียดในเอกสาร , สิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าใน / นอกราชอาณาจักร (3) แบบผลิตภัณฑ์ที่เคยมีประกาศโฆษณาตาม ม.65 + 28 มาแล้ว
ม. 58 การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้ (1) ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย (2) ที่กำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกา
ม. 62 สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีอายุ 10 ปี นับแต่วันขอรับสิทธิบัตรในราชอาณาจักร
ม. 63 ผู้ทรงสิทธิบัตรเท่านั้น มีสิทธิใช้แบบผลิตภัณฑ์กับผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร / ขาย / มีไว้เพื่อขาย / เสนอขาย / นำเข้า ซึ่งผลิตภัณฑ์ตามแบบผลิตภัณฑ์ เว้นแต่ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา / วิจัย
ม. 65 ทวิ การประดิษฐ์ที่ขอรับอนุสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วย (1) เป็นการประดิษฐ์ใหม่ (2) สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม
ม. 65 ตรี บุคคลใดจะขอรับทั้งอนุสิทธิบัตร + สิทธิบัตร สำหรับการประดิษฐ์อย่างเดียวกันไม่ได้
ม. 65 สัตต อนุสิทธิบัตรให้มีอายุ 6 ปี นับแต่วันขอรับอนุสิทธิบัตรในราชอาณาจักร
ว. 2 ผู้ทรงอนุสิทธิบัตรอาจต่ออายุได้อีก 2 คราว มีกำหนดคราวละ 2 ปี โดยยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 90 วัน ก่อนสิ้น
ม. 77 ทวิ กรณีที่มีหลักฐานโดยชัดแจ้งว่ามีผู้กระทำ / กำลังจะกระทำฝ่าฝืนสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตร / ผู้ทรงอนุสิทธิบัตร ผู้ทรงสิทธิอาจขอให้ศาลสั่งระงับ / ละเว้นการกระทำก็ได้ ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิเรียกค่าเสียหายตาม ม. 77 ตรี
ม. 77 ตรี ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนสิทธิของผู้ทรง ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ฝ่าฝืนชดใช้ค่าเสียหายได้ตามที่เห็นสมควร
พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2543)
ม. 4 เครื่องหมายการค้า คือ เครื่องหมายที่ใช้ / จะใช้เป็นที่หมาย / เกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น แตกต่างกับสินค้าของบุคคลอื่น
ม. 6 เครื่องหมายการค้าอันพึงจดทะเบียนได้ (1) มีลักษระบ่งเฉพาะ (2) ไม่มีลักษณะต้องตาม พ.ร.บ. นี้ (3) ไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือน / คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น
ม. 7 มีลักษณะบ่งเฉพาะ คือ มีลักษณะที่ทำให้ประชาชน / ผู้ใช้สินค้านั้นทราบ + เข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น
ม. 8 เครื่งหมายการค้าที่ห้ามจดทะเบียน (1) – (13) เช่น ... (9) เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย / ศีลธรรมอันดีของประชาชน (10) เครื่องหมายที่เหมือนกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป
ม. 42 ให้ถือว่าวันที่ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นวันที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น
ม. 44 ภายใต้ ม. 27 , 68 ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้
ม. 45 เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้โดยมิได้จำกัดสีนั้น ถือว่าได้จดทะเบียนไว้ทุกสี
ม. 46 บุคคลใดจะฟ้องคดี เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียน / เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดสิทธิดังกล่าวนั้น ไม่ได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิฟ้องผู้เอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นของเจ้าของสิทธิ
ม. 47 การจดทะเบียนตาม พ.ร.บ. นี้ ไม่ขัดขวางบุคคลใดในการใช้ชื่อโดยสุจริตซึ่งชื่อตัว ชื่อสกุล / ชื่อสำนักงานการค้าของตน / ของเจ้าของเดิมของกิจการของตน / ไม่เป็นการขัดขวางบุคคลใดในการใช้คำบรรยายโดยสุจริตซึ่งลักษณะ / คุณสมบัติแห่งสินค้าของตน
ม. 48 สิทธิในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ได้ยื่นไว้แล้ว ย่อมโอน / รับมรดกกันได้